ค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. 2569 ตรึง 3.95 บาท รัฐใช้ 2 กลไกลดภาระประชาชน

23 ก.ค. 2569 - 14:39

  • กกพ.ตรึงค่าไฟเฉลี่ย 3.95 บาทต่อหน่วย แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงยังสูง

  • ใช้เงิน Claw back กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ช่วยลดค่า Ft

  • เดินหน้าควบคู่กับโครงสร้างค่าไฟใหม่ 200 หน่วยแรกไม่เกิน 3 บาท

ค่าไฟ ก.ย.-ธ.ค. 2569 ตรึง 3.95 บาท รัฐใช้ 2 กลไกลดภาระประชาชน

รัฐใช้ 2 กลไกดูแลค่าไฟ ทั้งปฏิรูปโครงสร้าง 200 หน่วยแรก และใช้เงิน Claw back ตรึงค่า Ft ไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

หลังรัฐบาลเดินหน้าปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าครัวเรือน ให้ผู้ใช้ไฟได้รับสิทธิคิดค่าไฟ 200 หน่วยแรกในอัตราไม่เกิน 3 บาท ล่าสุด คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) มีมติตรึงค่าไฟเฉลี่ยงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 ไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย แม้ต้นทุนเชื้อเพลิงยังอยู่ในระดับสูง โดยอาศัยการนำเงินเรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกิน (Claw back) กว่า 1.6 หมื่นล้านบาท มาช่วยลดภาระค่าไฟของประชาชน

การตัดสินใจครั้งนี้ สะท้อนทิศทางการบริหารค่าไฟของภาครัฐที่เริ่มเดินควบคู่กันทั้ง “การปฏิรูปโครงสร้างอัตราค่าไฟ” และ “การบริหารต้นทุนเชื้อเพลิง” เพื่อประคองค่าครองชีพในระยะสั้น ขณะเดียวกันยังต้องรักษาเสถียรภาพทางการเงินของระบบไฟฟ้าในระยะยาว

กล่าวคือ มาตรการของรัฐบาลและ กกพ. แม้เป็นคนละกลไก แต่ส่งผลต่อค่าไฟในคนละมิติ โดยมาตรการปรับโครงสร้างค่าไฟที่คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบ เป็นการกำหนดอัตราค่าไฟใหม่สำหรับผู้ใช้ไฟบ้านอยู่อาศัย ให้การใช้ไฟ 200 หน่วยแรกคิดในอัตราไม่เกิน 3 บาทต่อหน่วย ซึ่งเป็นการปรับโครงสร้างการจัดเก็บค่าไฟเพื่อให้ผู้ใช้ไฟในระดับครัวเรือนได้รับประโยชน์โดยตรง

ขณะที่มติของ กกพ. เป็นการดูแล “ต้นทุนค่าไฟทั้งระบบ” ผ่านการกำหนดค่าไฟฟ้าผันแปรอัตโนมัติ (Ft) ซึ่งสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงและค่าซื้อไฟฟ้าที่เปลี่ยนแปลงในแต่ละงวด โดยงวดเดือนกันยายน-ธันวาคม 2569 กกพ. ประเมินว่าต้นทุนค่า Ft ที่แท้จริงอยู่ที่ 41.27 สตางค์ต่อหน่วย แต่เลือกเรียกเก็บเพียง 16.23 สตางค์ต่อหน่วย เนื่องจากนำเงิน Claw back หรือเงินที่เรียกคืนผลประโยชน์ส่วนเกินจากผู้ประกอบกิจการพลังงาน มาช่วยชดเชยต้นทุนกว่า 16,127 ล้านบาท ทำให้สามารถรักษาค่าไฟเฉลี่ยไว้ที่ 3.95 บาทต่อหน่วย

นั่นหมายความว่า ค่าไฟที่ประชาชนจ่ายในงวดนี้ไม่ได้ลดลงเพราะต้นทุนพลังงานลดลง แต่เกิดจากการที่ภาครัฐนำเครื่องมือด้านนโยบายและกลไกทางการเงินเข้ามาช่วยลดผลกระทบจากต้นทุนเชื้อเพลิงที่ยังอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะราคาก๊าซธรรมชาติ ซึ่งยังเป็นเชื้อเพลิงหลักในการผลิตไฟฟ้าของประเทศ

อย่างไรก็ตาม การตรึงค่าไฟในระดับดังกล่าวยังมีต้นทุนที่ระบบไฟฟ้าต้องรับภาระต่อไป โดยการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ยังคงแบกรับต้นทุนคงค้าง (AF) สะสมกว่า 31,268 ล้านบาท แทนผู้ใช้ไฟฟ้า สะท้อนว่าการดูแลค่าไฟในช่วงนี้เป็นการสร้างสมดุลระหว่างการบรรเทาภาระค่าครองชีพของประชาชน กับการรักษาเสถียรภาพทางการเงินของภาคพลังงาน เพื่อไม่ให้ต้นทุนสะสมกลายเป็นภาระของระบบในระยะยาว

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์