เศรษฐกิจไทย กับการเลือกตั้ง 2569 จะเป็นความหวังที่แท้จริงของประเทศและประชาชนได้จริงหรือไม่? หรือจะเป็นเพียงเวทีแข่งขันนโยบายประชานิยม ที่อัดฉีดเม็ดเงินจากรัฐจำนวนมหาศาล เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทยยังคงถูกเลี่ยงการแตะต้องอย่างจริงจัง
ท่ามกลางข้อจำกัดด้านงบประมาณ หนี้สาธารณะที่อยู่ในระดับสูง และความเสี่ยงทางการคลังในระยะยาว การเลือกตั้งทั่วไปปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือก ‘ใครเป็นรัฐบาล’ แต่คือการตัดสินใจเลือก ทิศทางเศรษฐกิจของประเทศ ว่าจะเดินหน้าแบบใด และใครเป็นผู้รับภาระต้นทุนในอนาคต
การเลือกตั้งครั้งนี้ จัดเป็นเวทีนโยบายเศรษฐกิจร้อนแรงเป็นพิเศษ ระหว่าง 3 พรรคการเมืองหลัก ได้แก่ พรรคเพื่อไทย พรรคภูมิใจไทย และพรรคประชาชน ซึ่งต่างนำเสนอแนวทางแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้อง และคุณภาพชีวิตประชาชนในคนละทิศทาง สะท้อนวิธีคิดต่อบทบาทรัฐ การใช้เงิน และการจัดลำดับความสำคัญของประเทศที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน
พรรคเพื่อไทย
ประชานิยมเชิงรุก หวังกระตุ้นเศรษฐกิจทันที
พรรคเพื่อไทยวางนโยบายเศรษฐกิจโดยให้ ‘ปากท้องประชาชน’ เป็นศูนย์กลาง ผ่านแนวคิด ลดรายจ่าย เพิ่มรายได้ ขยายโอกาส โดยใช้นโยบายลักษณะประชานิยมเป็นเครื่องมือหลัก ไม่ว่าจะเป็นการลดค่าไฟ การตรึงราคาพลังงาน ระบบขนส่งสาธารณะราคาประหยัด โครงการที่อยู่อาศัยราคาจับต้องได้ ไปจนถึงมาตรการสร้างหลักประกันรายได้และการออมในระยะยาวอย่าง ‘หวยเกษียณ’
กล่าวได้ว่า แนวทางของพรรคเพื่อไทย มีแนวโน้มสร้างแรงกระตุ้นเศรษฐกิจทันทีผ่านการแจก/ช่วยลดรายจ่าย แต่เสี่ยงเพิ่มภาระ งบประมาณและขาดดุล ในระยะสั้น โดยเฉพาะถ้าการเติบโตไม่สามารถรองรับการใช้จ่ายขนาดใหญ่ได้อย่างต่อเนื่อง
พรรคภูมิใจไทย
ประชานิยมแบบกระจายตัว เน้นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าและพื้นที่
พรรคภูมิใจไทยเลือกวางนโยบายเศรษฐกิจในมุมของ ‘ชีวิตประจำวัน’ และการกระจายโอกาสสู่ท้องถิ่น ผ่านชุดนโยบายที่เน้นผลลัพธ์ระยะสั้นควบคู่การลงทุน เช่น คนละครึ่งพลัส การพักหนี้ การยกระดับสวัสดิการแบบคัดกรองใหม่ การศึกษาออนไลน์ฟรี และการตั้งกองทุนรับมือภัยพิบัติ
จุดเด่นของภูมิใจไทย คือการใช้ “เครื่องมือทางการคลังหลากหลาย” ทั้งงบประมาณประจำ และการระดมทุนผ่านกองทุนหรือพันธบัตร เพื่อไม่ให้ภาระตกกับงบประมาณปีเดียวทั้งหมด แม้จะช่วยกระจายต้นทุนในระยะสั้น แต่ก็สร้างภาระผูกพันทางการเงินในอนาคตที่ต้องบริหารอย่างรอบคอบ โดยเฉพาะภาระการชำระดอกเบี้ยในอนาคต จึงต้องบริหารให้ดีเพื่อไม่ให้หนี้ระยะยาวสูงเกินไป

พรรคประชาชน
ปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ลดพึ่งพาการแจกเงิน
ถือได้ว่า ‘พรรคประชาชน’ เสนอภาพเศรษฐกิจที่ต่างออกไป โดยเน้น การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง มากกว่าการอัดฉีดเม็ดเงินผ่านนโยบายประชานิยม นโยบายสำคัญจึงมุ่งไปที่การลดความสูญเปล่าของรัฐ ปิดช่องทุจริต ปรับโครงสร้างกองทัพ พลังงาน ดิจิทัล และการจัดซื้อจัดจ้าง รวมถึงการสร้างรัฐสวัสดิการถ้วนหน้าในระยะยาว

แม้แนวทางของพรรคประชาชนจะไม่สร้างแรงกระตุ้นทางเศรษฐกิจแบบฉับไว แต่จะเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจเพื่อให้สอดคล้องกับการแข่งขันในระยะยาว เน้นลดต้นทุนเชิงระบบ และเพิ่มประสิทธิภาพของรัฐ ซึ่งช่วยลดการพึ่งพาเงินคลังจำนวนมากในระยะสั้น และหวังผลด้านความยั่งยืนในระยะยาว ช่วยลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการเติบโตแบบ ‘ยั่งยืน’

การเลือกตั้ง 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกระหว่าง “นโยบายแจกหรือไม่แจก” แต่คือการเลือกว่าประเทศไทยควรเดินหน้า ด้วยการใช้เงินรัฐเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้า หรือ การยอมรับความเจ็บปวดระยะสั้นเพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว
ท้ายที่สุด ผู้มีสิทธิเลือกตั้งอาจต้องตั้งคำถามกับนโยบายเศรษฐกิจให้ลึกกว่าคำว่า ได้หรือเสียทันที แต่ต้องมองไปถึงว่า ใครจะเป็นผู้แบกรับต้นทุนของนโยบายเหล่านั้นในอนาคต และประเทศไทยจะยืนอยู่ตรงจุดใดหลังการเลือกตั้งผ่านพ้นไป




