รัฐบาลเดินหน้ารับฟังข้อเสนอภาคเอกชนผ่านเวที “ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง” โดยเห็นพ้องร่วมกันว่า วิกฤตพลังงานโลกและการเปลี่ยนแปลงของห่วงโซ่อุปทานโลก กำลังกลายเป็น ‘โอกาสสำคัญ’ ของไทยในการดึงดูดการลงทุนครั้งใหม่เข้าสู่ประเทศ โดยเฉพาะในกลุ่มพลังงานสะอาด ดิจิทัล AI และอุตสาหกรรมแห่งอนาคต
เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยภายหลังการหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีกับผู้แทนภาคเอกชนที่ทำเนียบรัฐบาล ว่า ภาคธุรกิจมองตรงกันว่า แนวโน้มการย้ายฐานการผลิตและห่วงโซ่อุปทานเข้าสู่อาเซียน ถือเป็นจังหวะสำคัญที่ไทยต้องเร่งใช้มาตรการเชิงรุก เพื่อยกระดับประเทศให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค
ภาคเอกชนได้เสนอแนวทางสำคัญต่อรัฐบาลรวม 6 ประเด็น เพื่อเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยในระยะต่อไป
ข้อเสนอแรก คือ การเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด โดยภาคเอกชนต้องการให้รัฐบาลเร่งลงทุนด้านทรัพยากรน้ำ เพื่อรองรับภาคเกษตรและผลกระทบจากวิกฤตเอลนีโญ รวมถึงเร่งพัฒนาโครงการพลังงานสะอาด เช่น โซลาร์เซลล์ และระบบสายส่งไฟฟ้าอัจฉริยะ หรือ Smart Grid เพื่อรองรับทิศทางพลังงานโลกยุคใหม่
ประเด็นที่สอง คือ การลงทุนในทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการใช้เทคโนโลยี AI และดิจิทัล เพื่อยกระดับทักษะแรงงานไทย รองรับการเปลี่ยนแปลงของตลาดแรงงานและเศรษฐกิจอนาคต
ข้อเสนอที่สาม คือ การสร้าง “เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่” และผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลางทางการเงินของภูมิภาค โดยภาคเอกชนเสนอให้รัฐบาลต่อยอดจุดแข็งของประเทศในด้านการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ อุตสาหกรรมดิจิทัล และเกษตรสมัยใหม่ รวมถึงต่อยอดจากฐาน Data Center ไปสู่ธุรกิจ Cloud Service และการผลิตเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมสำคัญของ AI
ขณะเดียวกัน ภาคธนาคารยังเสนอแนวคิดผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับภูมิภาค ผ่านการเสริมความแข็งแกร่งของธุรกิจไทย รวมถึงการควบรวมกิจการของสถาบันการเงิน เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และใช้โอกาสจากความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ไทย
ข้อเสนอที่สี่ คือ การปลดล็อกกฎระเบียบและอุปสรรคการลงทุน โดยเฉพาะปัญหาการออกใบอนุญาตที่ล่าช้า และการบริหารจัดการที่ดินสาธารณะที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ ทั้งนี้ ภาคเอกชนยังชื่นชมโครงการ BOI Fast Pass ว่าเป็นกลไกที่ช่วยเร่งการลงทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และช่วยให้เกิดการลงทุนจริงกว่า 200,000 ล้านบาท ตั้งแต่ช่วงไตรมาส 4 ของปีที่ผ่านมา
ข้อเสนอที่ห้า คือ การจัดตั้งศูนย์ปราบปรามคอร์รัปชันอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและภาคธุรกิจ
ส่วนข้อเสนอที่หก คือ การดูแลปัญหาเงินเฟ้อและค่าครองชีพที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ควบคู่กับมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการ SMEs ที่ยังได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจ
เอกนิติ กล่าวว่า ในระยะต่อไป นายกรัฐมนตรีมีแนวคิดให้ขับเคลื่อนข้อเสนอทั้งหมดผ่านกลไกคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน 3 สถาบัน (กรอ.) เพื่อผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม โดยโครงการที่ต้องใช้งบประมาณจะเน้นรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน หรือ PPP ซึ่งเอกชนจะเป็นผู้นำการลงทุน และภาครัฐทำหน้าที่สนับสนุน
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘4T’ ประกอบด้วย Target การกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน, Transition การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด, Transform การยกระดับทักษะทรัพยากรมนุษย์ และ Together การทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐและเอกชน
เอกนิติ ย้ำว่า รัฐบาลยังให้ความสำคัญกับปัญหาเร่งด่วนของประชาชน โดยเฉพาะเรื่องเงินเฟ้อและค่าครองชีพ รวมถึงการดูแลผู้ประกอบการ SMEs ควบคู่กับการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ เช่น ท่าเรือระนอง และโครงการรถไฟเชื่อมระหว่างชุมพร-ระนอง เพื่อยกระดับไทยให้เป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจและโลจิสติกส์สำคัญของอาเซียนในระยะยาว




