คลังส่งสัญญาณกู้เพิ่ม หากจำเป็น อุ้มคนจนพยุงเศรษฐกิจ

22 เม.ย. 2569 - 15:15

  • คลังไม่ปฏิเสธกู้เงิน พยุงเศรษฐกิจ แต่ย้ำเป็นทางเลือกสุดท้าย

  • เร่งดึงงบปี 69-รื้องบปี 70 อัดเงินช่วยกลุ่มเปราะบาง

  • เดินหน้า Transition พลังงาน ลดพึ่งพาน้ำมัน

คลังส่งสัญญาณกู้เพิ่ม หากจำเป็น อุ้มคนจนพยุงเศรษฐกิจ

ท่ามกลางแรงกดดันเศรษฐกิจโลกจากวิกฤตราคาพลังงานและความไม่แน่นอนในภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยกำลังเผชิญจุดเปลี่ยนสำคัญที่ ‘นโยบายการคลังเชิงรุก’ กลายเป็นเครื่องมือหลักในการพยุงเศรษฐกิจและลดแรงกระแทกต่อประชาชน โดยเฉพาะกลุ่มรายได้น้อยที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เผยผ่านรายการ “เจาะลึกทั่วไทย Inside Thailand” ว่า รัฐบาลไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ในการขยับเพดานหนี้สาธารณะหรือออกมาตรการกู้เงินเพิ่มเติม แต่ย้ำว่า ‘เป็นทางเลือกสุดท้าย’ ภายใต้การประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและความจำเป็นของประเทศอย่างรอบคอบ โดยเป้าหมายหลักคือการดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยเป็นลำดับแรก

ปัจจุบันระดับหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 66% ของ GDP ยังต่ำกว่ากรอบเพดานที่กำหนดไว้ที่ 70-75% ส่งผลให้ภาครัฐยังมีพื้นที่ทางการคลังรองรับการดำเนินนโยบายเพิ่มเติมได้อีกราว 4% หรือประมาณ 800,000 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รัฐบาลจะใช้เครื่องมือบริหารงบประมาณที่มีอยู่ให้เต็มประสิทธิภาพก่อนตัดสินใจกู้เพิ่ม

ในระยะสั้น กระทรวงการคลังได้เร่งทบทวนการใช้จ่ายงบประมาณปี 2569 โดยกำหนดเส้นตายให้หน่วยงานที่ยังไม่สามารถเบิกจ่ายได้ตามแผน ต้องเร่งดำเนินการภายในสิ้นเดือนเมษายน หากไม่เป็นไปตามเป้า จะมีการดึงงบกลับมาจัดสรรใหม่ เพื่อนำไปใช้ในการเยียวยาผลกระทบจากราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐและภาคขนส่ง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบโดยตรง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเตรียม “รื้องบประมาณ ปี 2570” โดยเน้นตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น งบดูงานต่างประเทศ หรือโครงการลงทุนที่ยังไม่เร่งด่วน เพื่อนำทรัพยากรไปใช้ในมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจและการช่วยเหลือประชาชนอย่างตรงจุดมากขึ้น พร้อมเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามามีบทบาทร่วมลงทุนในกิจกรรมที่สามารถดำเนินการได้

สำหรับการเตรียมรับมือวิกฤตระยะยาว รัฐบาลมุ่งเน้น ‘การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจ’ เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล ซึ่งเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักในปัจจุบัน โดยอยู่ระหว่างการผลักดันมาตรการส่งเสริมพลังงานสะอาด อาทิ โซลาร์รูฟท็อป และระบบซื้อขายไฟฟ้าเสรี (Direct PPA) ควบคู่กับการสนับสนุนการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า เพื่อลดต้นทุนพลังงานในระบบเศรษฐกิจ

ในด้านการจัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลประชาชน ปัจจุบันรัฐบาลใช้งบไปแล้วประมาณ 7,000 ล้านบาท จากกรอบเกือบ 10,000 ล้านบาท สำหรับการช่วยเหลือกลุ่มรายได้น้อยและผู้ประกอบการขนส่ง ขณะที่อยู่ระหว่างการรวบรวมงบประมาณที่ยังไม่ได้ใช้เข้าสู่งบกลางเพิ่มเติมอีกประมาณ 70,000-100,000 ล้านบาท เมื่อรวมกับงบเดิมที่มีอยู่ จะทำให้มีศักยภาพงบประมาณรองรับสถานการณ์รวมประมาณ 95,000-125,000 ล้านบาท

ดร.เอกนิติ ย้ำว่า หัวใจสำคัญของนโยบายในระยะนี้ ไม่ใช่เพียงการตัดสินใจว่าจะกู้หรือไม่กู้ แต่คือ “การใช้เงินให้ตรงจุดและเกิดประสิทธิภาพสูงสุด” โดยยึด 3 แกนหลัก ได้แก่ การช่วยเหลือแบบมุ่งเป้า (Targeted) การเปลี่ยนผ่านโครงสร้างเศรษฐกิจ (Transition) และการปฏิรูปประเทศ (Reform) เพื่อเสริมความแข็งแกร่งในระยะยาว

ทั้งนี้ มุมมองจากสถาบันการเงินระหว่างประเทศยังคงให้ความเชื่อมั่นต่อสถานะการคลังของไทย โดยไม่ได้กังวลต่อระดับหนี้สาธารณะในปัจจุบัน แต่ให้ความสำคัญกับประสิทธิภาพของการใช้เงินกู้ ขณะที่ล่าสุด Moody’s ได้ปรับมุมมองความน่าเชื่อถือของไทยเป็น “มีเสถียรภาพ” สะท้อนความเชื่อมั่นว่าหากบริหารนโยบายการคลังอย่างมีวินัย ไทยยังมีศักยภาพเพียงพอในการรับมือวิกฤตและฟื้นตัวทางเศรษฐกิจในระยะข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์