กนง.หั่นดอกเบี้ย ส่งท้ายปี ลดเหลือ 1.25%

17 ธ.ค. 2568 - 08:32

  • กนง. มีมติเอกฉันท์ ลดดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% มีผลทันที

  • ชี้เศรษฐกิจปี 69 ชะลอ บริโภค–ส่งออกอ่อน เงินเฟ้อต่ำ สินเชื่อหด

  • จับตาเงินบาทแข็ง–SMEs ขาดสภาพคล่อง เสี่ยงจากภาษีสหรัฐฯ

กนง.หั่นดอกเบี้ย ส่งท้ายปี ลดเหลือ 1.25%

กนง. ลดดอกเบี้ยส่งท้ายปี 68 เหลือ 1.25%
ชี้เศรษฐกิจชะลอ เงินเฟ้อต่ำ สินเชื่อหด กดดัน SMEs ต่อเนื่อง

คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายลงร้อยละ 0.25 ต่อปี จากระดับร้อยละ 1.50 เหลือร้อยละ 1.25 ต่อปี โดยให้มีผลทันที ในการประชุมนัดสุดท้ายของปี 2568 ท่ามกลางสัญญาณเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัวชัดเจน ความเสี่ยงเพิ่มขึ้น และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย

กนง. ประเมินว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2569 และ 2570 มีแนวโน้มขยายตัวชะลอลงจากครึ่งแรกของปี 2568 โดยได้รับแรงกดดันจากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตามแนวโน้มรายได้ การส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการทางภาษีของสหรัฐฯ รวมถึงภาวะสินเชื่อที่ยังหดตัว ขณะที่ภาคการท่องเที่ยวทยอยฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป

คณะกรรมการฯ เห็นว่า ภายใต้เศรษฐกิจที่ขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพและมีความเสี่ยงมากขึ้น นโยบายการเงินยังสามารถผ่อนคลายเพิ่มเติมได้ เพื่อช่วยให้ภาวะการเงินสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ บรรเทาภาระหนี้ของภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และช่วยเสริมประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายเศรษฐกิจด้านอื่นของภาครัฐ

สำหรับแนวโน้มการขยายตัวทางเศรษฐกิจ กนง. คาดว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2568, 2569 และ 2570 จะขยายตัวร้อยละ 2.2, 1.5 และ 2.3 ตามลำดับ โดยเศรษฐกิจในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ชะลอลงจากปัจจัยชั่วคราวในภาคการผลิต การลดลงของนักท่องเที่ยวกลุ่มระยะใกล้ รวมถึงผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะส่งผลต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจต่อเนื่องถึงต้นปีหน้า

ขณะที่เศรษฐกิจในปี 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่ำลงจากปีนี้ จากการบริโภคภาคเอกชนที่ชะลอตัวและการส่งออกสินค้าที่ถูกกดดันจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ส่วนในปี 2570 เศรษฐกิจมีแนวโน้มฟื้นตัว แต่ยังต่ำกว่าศักยภาพ โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากภาคบริการ ขณะที่การส่งออกสินค้าและภาคการผลิตยังเผชิญการแข่งขันที่สูง

ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไป กนง. ปรับลดประมาณการลงจากเดิม โดยคาดว่าในปี 2568, 2569 และ 2570 จะอยู่ที่ร้อยละ -0.1, 0.3 และ 1.0 ตามลำดับ และจะทยอยกลับเข้าสู่กรอบเป้าหมายในช่วงครึ่งแรกของปี 2570 โดยเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำเป็นผลจากราคาพลังงานโลกที่ปรับลดลง มาตรการอุดหนุนค่าครองชีพของภาครัฐ และแรงกดดันเงินเฟ้อด้านอุปสงค์ที่มีจำกัด

ทั้งนี้ กนง. ประเมินว่าความเสี่ยงภาวะเงินฝืดยังอยู่ในระดับต่ำ เนื่องจากราคาสินค้าและบริการไม่ได้ปรับลดลงเป็นวงกว้าง พร้อมระบุว่าจะติดตามความเสี่ยงดังกล่าวอย่างใกล้ชิด ขณะที่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานในช่วงปี 2568–2570 มีแนวโน้มทรงตัวอยู่ที่ร้อยละ 0.8, 0.8 และ 1.0 ตามลำดับ

ในด้านภาวะการเงิน แม้อัตราดอกเบี้ยในระบบสถาบันการเงินและตลาดการเงินปรับลดลงตามการลดดอกเบี้ยนโยบายที่ผ่านมา และช่วยลดต้นทุนทางการเงินของภาคธุรกิจและครัวเรือน แต่สินเชื่อรวมยังหดตัวต่อเนื่อง สะท้อนการชะลอการใช้จ่ายและการลงทุนของภาคเอกชนภายใต้ความไม่แน่นอนสูง โดยเฉพาะ SMEs และครัวเรือนรายได้น้อยที่ยังเผชิญข้อจำกัดในการเข้าถึงสินเชื่อ

ด้านอัตราแลกเปลี่ยน ค่าเงินบาทปรับแข็งค่าอยู่ในกลุ่มนำของภูมิภาค จากการปรับคาดการณ์ทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐฯ รวมถึงปัจจัยเฉพาะของไทย โดย กนง. ระบุว่าจะยกระดับการติดตามความเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทอย่างใกล้ชิด และพิจารณาแนวทางดูแลธุรกรรมที่อาจสร้างแรงกดดันต่อค่าเงินบาทอย่างมีนัยสำคัญ

กนง. ย้ำว่า ภายใต้กรอบการดำเนินนโยบายการเงินที่มุ่งรักษาเสถียรภาพราคา ควบคู่กับการสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน และการรักษาเสถียรภาพระบบการเงิน นโยบายการเงินควรอยู่ในระดับผ่อนคลาย พร้อมติดตามพัฒนาการและความเสี่ยงทางเศรษฐกิจการเงินอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับนโยบายให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงในระยะข้างหน้า

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์