การเดินทางเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรกในฐานะประมุขรัฐ นับตั้งแต่สาบานตนรับตำแหน่งประธานาธิบดีเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2569 หลังการเลือกตั้งที่กองทัพเป็นผู้จัดขึ้นช่วงปลายปี 2568 ต่อเนื่องต้นปี 2569 ซึ่งหลายประเทศตะวันตกและอาเซียนไม่รับรองผลอย่างเป็นทางการ
การเยือนครั้งนี้อาจถูกจับตาในฐานะความเคลื่อนไหวทางการเมืองและความพยายามสร้างการยอมรับจากนานาชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็มี “ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ” เป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
โดยหลังการหารือทวิภาคีกับ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งครอบคลุมประเด็นความมั่นคงชายแดน การค้า สิ่งแวดล้อม และความร่วมมือระดับภูมิภาค มิน อ่อง หล่าย มีกำหนดเข้าร่วมงาน Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ซึ่งเป็นเวทีหารือด้านการค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างภาคเอกชนของสองประเทศ
การเปิดประตูต้อนรับครั้งนี้จึงสะท้อนว่า กรุงเทพฯและเนปิดอว์ ต้องการใช้ช่องทางเศรษฐกิจเป็นหนึ่งในเครื่องมือฟื้นความสัมพันธ์ที่ซบเซาจากสงครามกลางเมือง มาตรการควบคุมเงินตราต่างประเทศ และความไม่แน่นอนตามแนวชายแดน คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าไทยกำลัง “รับรอง” สถานะทางการเมืองของผู้นำเมียนมาหรือไม่ แต่ยังรวมถึงคำถามว่า ไทยมีผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจอะไรอยู่ในเมียนมา และการเยือนครั้งนี้จะช่วยปลดล็อกการค้าและการลงทุนได้จริงเพียงใด
ทั้งนี้ กลุ่มสิทธิมนุษยชนอย่าง Fortify Rights ออกแถลงการณ์เตือนว่าการต้อนรับ ‘มิน อ่อง หล่าย’อย่างเป็นทางการอาจเท่ากับเป็นการรับรองความชอบธรรมให้กับผู้นำที่เผชิญข้อกล่าวหาละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564
ไทยมีเงินลงทุนสะสมในเมียนมากว่าหนึ่งหมื่นล้านดอลลาร์
ข้อมูลจาก Directorate of Investment and Company Administration (DICA) หน่วยงานด้านการลงทุนของเมียนมา ระบุว่า จนถึงช่วงต้นปี 2569 มีนักลงทุนจาก 53 ประเทศและภูมิภาคเข้าไปลงทุนในเมียนมา โดยสิงคโปร์ จีน และไทย เป็นสามอันดับแรกของประเทศผู้ลงทุนรายใหญ่ที่สุดต่อเนื่องมาตั้งแต่เมียนมาเปิดรับการลงทุนโดยตรงจากต่างชาติในปี 2531
(ตัวเลขเงินลงทุนสะสมของไทยที่มักถูกอ้างอิงอยู่ในช่วง 10,000–11,700 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาที่ DICA รายงาน)
การลงทุนของทุนไทย ครอบคลุมตั้งแต่พลังงาน น้ำมันและก๊าซธรรมชาติ โรงแรม ธนาคาร การผลิต ปูนซีเมนต์ วัสดุก่อสร้าง อาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงธุรกิจค้าปลีกและบริการ แต่จุดยุทธศาสตร์สำคัญที่สุดยังคงเป็น “พลังงาน”
พลังงานคือสายสัมพันธ์ที่ไทยถอนตัวได้ยาก
ข้อมูล DICA ล่าสุด (ต้นปี 2569) ระบุว่า ภาคผลิตไฟฟ้าคิดเป็นสัดส่วนราว 28% ของการลงทุนต่างชาติทั้งหมดในเมียนมา ธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติมีสัดส่วนราว 24–25% และภาคการผลิตประมาณ 14–15% ซึ่งสองภาคแรกรวมกันคิดเป็นเกินครึ่งหนึ่งของเงินลงทุนต่างชาติทั้งหมดในประเทศ
บริษัทไทย โดยเฉพาะกลุ่ม ปตท.สผ. (PTTEP) มีบทบาทสำคัญในแหล่งก๊าซธรรมชาติหลักของเมียนมา เช่น แหล่งยาดานาและซอติก้า ซึ่งเป็นทั้งแหล่งรายได้สำคัญของรัฐบาลเมียนมาและเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงทางพลังงานของไทย
รายงานของ Reuters ระบุว่า พลังงานยังคงเป็นรอยเท้าการลงทุนที่ใหญ่ที่สุดของไทยในเมียนมา แม้บริษัทตะวันตกหลายรายจะถอนตัวออกไปตั้งแต่หลังรัฐประหารปี 2564
ความสัมพันธ์ลักษณะนี้ทำให้เมียนมาไม่ได้เป็นเพียง “ตลาดส่งออก” ของไทย แต่ยังเป็นแหล่งวัตถุดิบและพลังงานที่เชื่อมโยงโดยตรงกับระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้นแม้รัฐบาลไทยจะเผชิญแรงกดดันเรื่องสิทธิมนุษยชนและความชอบธรรมทางการเมือง แต่ในเชิงเศรษฐกิจไทยไม่สามารถตัดความสัมพันธ์กับเมียนมาได้โดยง่าย เพราะต้นทุนจากความไม่แน่นอนจะย้อนกลับมากระทบทั้งภาคพลังงาน นักลงทุน และผู้ประกอบการชายแดนของไทยเอง
การค้าชายแดนไทย–เมียนมา เกือบ 2 แสนล้านบาท แต่หดตัวต่อเนื่อง
ตามข้อมูลของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ปี 2568 การค้าชายแดนไทย–เมียนมามีมูลค่ารวม 193,663 ล้านบาท ลดลง 7.4% จากปีก่อน ทำให้เมียนมาเป็นคู่ค้าชายแดนอันดับ 3 ของไทย รองจากมาเลเซียและลาว
ในปีเดียวกัน การค้าชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้านทั้ง 4 ประเทศ (มาเลเซีย ลาว เมียนมา กัมพูชา) มีมูลค่ารวม 894,193 ล้านบาท ลดลง 8.5% จากปีก่อน หมายความว่าเมียนมามีสัดส่วนประมาณ 21.7% ของการค้าชายแดนไทยทั้งหมด

น่าสนใจว่าแม้การค้าชายแดนกับเมียนมาจะหดตัว แต่ในภาพรวมทั้งประเทศ การค้าผ่านแดน (transit trade) ของไทยไปประเทศที่สาม กลับทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.04 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 24.4% ช่วยฉุดให้การค้าชายแดนและผ่านแดนโดยรวมของไทยในปี 2568 ยังคงขยายตัว 6.7% แตะระดับ 1.94 ล้านล้านบาท
อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ ระบุว่า ความไม่สงบภายในเมียนมาและมาตรการควบคุมการนำเข้าสินค้าจากไทยที่เข้มงวดขึ้น ทำให้การค้าชายแดนชะลอตัวตลอดครึ่งหลังของปี 2568
ขณะที่ด่านเมียวดี ซึ่งอยู่ตรงข้ามสะพานมิตรภาพไทย–เมียนมาแห่งที่ 2 (แม่สอด–เมียวดี) ถูกฝ่ายเมียนมาประกาศปิดการค้าฝ่ายเดียวตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ก่อนจะกลับมาเปิดทำการอีกครั้งในวันที่ 28 พฤษภาคม 2569
สินค้าไทยยังจำเป็นต่อตลาดเมียนมา แม้ถูกบีบด้วยมาตรการควบคุมเงินตรา
รายงานของ Reuters ที่อ้างอิงคำให้สัมภาษณ์ของประธานสภาธุรกิจไทย–เมียนมา ระบุว่า ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกของไทยไปเมียนมามีมูลค่าประมาณ 67,000 ล้านบาท (ราว 2,020 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) ซึ่งเมื่อเทียบเป็นรายปีแล้ว ถือว่าลดลงอย่างมากจากช่วงก่อนโควิด-19 ที่การส่งออกไทยไปเมียนมาเคยมีมูลค่าเกิน 800,000 ล้านบาทต่อปี สะท้อนว่าตลาดเมียนมาสำหรับสินค้าไทยหดตัวลงอย่างมีนัยสำคัญในช่วงหลังรัฐประหารและสงครามกลางเมือง
สินค้าจากไทยที่ยังมีบทบาทสำคัญในตลาดเมียนมา ประกอบด้วย
• น้ำมันสำเร็จรูปและเชื้อเพลิง
• อาหารและเครื่องดื่ม
• สินค้าอุปโภคบริโภค
• เครื่องจักรและอุปกรณ์การเกษตร
• วัสดุก่อสร้าง
• เคมีภัณฑ์และปุ๋ย
• ชิ้นส่วนยานยนต์และสินค้าอุตสาหกรรม
ข้อมูลจากศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมา (สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง) ระบุว่าตลอดทั้งปี 2568 ไทยส่งออกไปเมียนมารวม 146,000 ล้านบาท (หดตัว 0.63%) และนำเข้าจากเมียนมา 97,000 ล้านบาท (หดตัว 9.04%) ทำให้ไทยได้ดุลการค้ากับเมียนมาราว 48,000 ล้านบาท
โดยการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงที่หดตัวแรง เป็นผลจากมาตรการของไทยเองที่ระงับการส่งออกน้ำมันเชื้อเพลิงผ่าน 3 ด่านชายแดน (แม่สอด แม่สาย เจดีย์สามองค์) ตั้งแต่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อสกัดกั้นเครือข่ายแก๊งคอลเซ็นเตอร์ตามแนวชายแดน
ตัวเลขเหล่านี้ชี้ว่า ความต้องการสินค้าไทยในชีวิตประจำวันของเมียนมายังไม่หายไปทั้งหมด แม้กำลังซื้อของประชาชนจะลดลงและค่าเงินจ๊าตผันผวนอย่างหนัก สิ่งที่หายไปคือความสามารถในการชำระเงิน การแลกเงินตรา การออกใบอนุญาตนำเข้า และความแน่นอนว่าจะสามารถขนส่งสินค้าไปถึงปลายทางได้หรือไม่
เบื้องหลังพรมแดงที่ไทยปูรับ มิน อ่อง หล่าย คือผลประโยชน์ที่มีมูลค่ามากกว่า 1.17 หมื่นล้านดอลลาร์ในรูปเงินลงทุนสะสม และการค้าชายแดนอีกเกือบ 2 แสนล้านบาทต่อปี
ไทยจึงอยู่ในตำแหน่งที่ซับซ้อนที่สุดประเทศหนึ่งในภูมิภาค ด้านหนึ่งต้องรักษาผลประโยชน์ของนักลงทุน พลังงาน และเศรษฐกิจชายแดน แต่อีกด้านต้องหลีกเลี่ยงไม่ให้ความร่วมมือทางธุรกิจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความชอบธรรมให้รัฐบาลเมียนมาโดยปราศจากความก้าวหน้าด้านสันติภาพและสิทธิมนุษยชน
การเยือนครั้งนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการกลับมาเปิดช่องทางเศรษฐกิจ แต่บทพิสูจน์ที่แท้จริงไม่ได้อยู่บนเวทีประชุมในกรุงเทพฯ หากอยู่ที่ว่า หลังคณะผู้นำเดินทางกลับไปแล้ว สะพานการค้าจะเปิดจริงหรือไม่ ผู้ประกอบการจะโอนเงินกลับได้หรือไม่ นักลงทุนไทยจะได้รับการคุ้มครองเพียงใด และผลประโยชน์จากการฟื้นเศรษฐกิจจะตกถึงประชาชนเมียนมา หรือยังคงกระจุกตัวอยู่กับกลุ่มอำนาจและทุนที่ใกล้ชิดกองทัพเท่านั้น
แหล่งอ้างอิง : กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ · DICA (Directorate of Investment and Company Administration), เมียนมา · Reuters · Bangkok Post · Nikkei Asia · Fortify Rights · ศูนย์ข้อมูลธุรกิจไทยในเมียนมา สถานเอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงย่างกุ้ง




