เงินเดือนเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง รับมือเงินเฟ้อไทยพุ่ง

8 ต.ค. 2569 - 14:34

  • คุมค่าใช้จ่ายจำเป็น (50%) กระชับพื้นที่ค่าใช้จ่ายส่วนตัว (30%) และรักษาสัดส่วนเงินออม/ลงทุน (20%) เพื่อสู้ค่าครองชีพ

  • ย้ายเงินออมสำรอง 3–6 เท่าของรายจ่าย ไปไว้ในบัญชี e-Savings หรือกองทุนตลาดเงิน (Money Market) ที่ได้ดอกเบี้ย 1.5%–2.2% แทนออมทรัพย์ทั่วไป

  • กระจายเงินออมไปพันธบัตร หุ้นกู้คุณภาพดี หรือกองทุนดัชนีหุ้น เพื่อสร้างผลตอบแทนคาดหวัง 2.5%–8.0%+ ชนะอัตราเงินเฟ้อสะสมระยะยาว

เงินเดือนเท่าเดิม แต่ซื้อของได้น้อยลง รับมือเงินเฟ้อไทยพุ่ง

ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปของประเทศไทยในเดือนกันยายน 2569 ที่ปรับตัวสูงขึ้นแตะ 2.8% (YoY) ซึ่งนับเป็นระดับสูงสุดในรอบ 5 เดือน ไม่ได้เป็นเพียงแค่ตัวเลขทางสถิติในรายงานเศรษฐกิจเท่านั้น แต่คือ วิกฤตเงียบ ที่กำลังส่งผลกระทบโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของคนทำงานและผู้บริโภคทุกคน เมื่อราคาสินค้าในหมวดอาหารสด พลังงาน ค่าน้ำมัน และค่าบริการต่าง ๆ ทยอยปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากออมทรัพย์ทั่วไปของธนาคารพาณิชย์ยังคงเคลื่อนไหวอยู่ในระดับต่ำ

ภาวะเช่นนี้ทำให้อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง (Real Interest Rate) ติดลบ ซึ่งหมายความว่า เงินฝากนิ่ง ๆ ในบัญชีธนาคารจะมีอำนาจซื้อลดลงเรื่อย ๆ การมีเงินออมเท่าเดิมจึงไม่อาจซื้อสินค้าได้เท่าเดิมอีกต่อไป หากปล่อยไว้โดยไม่มีการปรับตัวและวางแผนรับมืออย่างถูกต้อง มูลค่าเงินออมที่สะสมมาอาจถูกเงินเฟ้อกัดกร่อนลงไปเรื่อย ๆ

เพื่อปกป้องอำนาจซื้อและรักษาความมั่นคงทางการเงินในระยะยาว นี่คือแนวทางสำคัญในการปรับตัวและการวางแผนเงินออมอย่างเป็นระบบท่ามกลางภาวะค่าครองชีพสูง

1. ผ่าโครงสร้างรายรับ-รายจ่าย และจัดสรรงบประมาณใหม่ (Cash Flow Rebalancing)

เมื่อปัจจัยภายนอกอย่างราคาสินค้าปรับตัวขึ้น สิ่งแรกที่จัดการได้ทันทีคือการควบคุมปัจจัยภายในผ่านการบริหารกระแสเงินสด (Cash Flow) การจัดสรรงบประมาณอย่างรัดกุมด้วย สูตร 50/30/20 จะช่วยให้เห็นภาพรวมทางการเงินชัดเจนขึ้น

  • 50% สำหรับค่าใช้จ่ายจำเป็น (Needs): ได้แก่ ค่าอาหาร ค่าเดินทาง ค่าน้ำค่าไฟ ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพ และภาระการชำระหนี้สินประจำเดือน ในช่วงเงินเฟ้อสูง ควรหมั่นตรวจสอบว่ามีค่าใช้จ่ายส่วนใดที่สามารถลดทอนได้ เช่น การเลือกซื้อวัตถุดิบประกอบอาหารเอง หรือการวางแผนเดินทางเพื่อประหยัดน้ำมัน
  • 30% สำหรับค่าใช้จ่ายส่วนตัว (Wants): ได้แก่ ค่าทานอาหารนอกบ้าน ค่าท่องเที่ยว ความบันเทิง และสินค้าแฟชั่น หมวดนี้คือ "วาล์วปลดแรงดัน" ด่านแรกที่ควรกระชับพื้นที่ลงทันที เพื่อนำเงินส่วนเกินไปชดเชยค่าครองชีพในหมวดจำเป็น หรือนำไปสะสมในเงินออม
  • 20% สำหรับเงินออมและการลงทุน (Savings & Investments): คือส่วนสำคัญที่สุดในการสร้างภูมิคุ้มกัน ต้องรักษาสัดส่วนนี้ไว้ให้ได้ หรือเพิ่มขึ้นเมื่อลดค่าใช้จ่ายส่วนตัวลง เพื่อนำไปต่อยอดให้เงินทำงานชนะเงินเฟ้อ

2. เสริมเกราะป้องกันสภาพคล่องด้วย ‘เงินสำรองฉุกเฉิน’ ยุคใหม่

ก่อนที่จะนำเงินออมไปลงทุนสู้เงินเฟ้อ สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการมี เงินสำรองฉุกเฉิน (Emergency Fund) ที่เพียงพอ เพื่อรองรับเหตุไม่คาดฝัน เช่น การเจ็บป่วย งานลดลง หรือรายได้หยุดชะงักกะทันหัน

  • กำหนดขนาดเงินสำรอง: ควรมีเงินสำรองอย่างน้อย 3–6 เท่าของค่าใช้จ่ายรายเดือน (หรือ 6–12 เท่าสำหรับผู้ทำงานอิสระ/ฟรีแลนซ์)
  • เลือกที่เก็บเงินสู้เงินเฟ้อพื้นฐาน: ไม่ควรเก็บเงินสำรองไว้ในบัญชีออมทรัพย์ธรรมดาที่ดอกเบี้ยต่ำเพียง 0.25% - 0.50% ต่อปี แต่ควรย้ายไปจัดเก็บใน บัญชีเงินฝากดิจิทัลดอกเบี้ยสูง (e-Savings) หรือ กองทุนรวมตลาดเงิน (Money Market Fund) ที่ให้ผลตอบแทนประมาณ 1.5% - 2.2% ต่อปี ซึ่งมีสภาพคล่องสูง ถอนมาใช้ได้เร็ว และช่วยลดผลกระทบจากเงินเฟ้อได้ระดับหนึ่ง

3. ปรับพอร์ตเงินออม กระจายการลงทุนสู้เงินเฟ้ออย่างยั่งยืน

การพึ่งพาเพียงดอกเบี้ยเงินฝากธนาคารอย่างเดียวไม่เพียงพอสำหรับการสร้างความมั่งคั่งในยุคเงินเฟ้อสูงอีกต่อไป การจัดสรรสินทรัพย์ (Asset Allocation) จึงเป็นหัวใจสำคัญในการสร้างผลตอบแทนคาดหวังให้สูงกว่าอัตราเงินเฟ้อ โดยแบ่งตามระดับความเสี่ยงและระยะเวลาการใช้เงิน

  • สินทรัพย์สภาพคล่องสูง (ความเสี่ยงต่ำมาก): เช่น บัญชี e-Savings และกองทุนรวมตลาดเงิน เน้นรักษาสภาพคล่องไว้ใช้ยามฉุกเฉิน ให้ผลตอบแทนประมาณ 1.5% - 2.2% ต่อปี
  • ตราสารหนี้และพันธบัตร (ความเสี่ยงต่ำ-ปานกลาง): เช่น พันธบัตรรัฐบาล หุ้นกู้เอกชนระดับน่าลงทุน (Investment Grade) หรือกองทุนรวมตราสารหนี้ระยะกลาง-ยาว คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 2.5% - 4.0% ต่อปี ซึ่งช่วยสร้างรายได้ประจำ (Passive Income) ชนะเงินเฟ้อทั่วไป
  • สินทรัพย์เติบโตสูง (ความเสี่ยงปานกลาง-สูง): เช่น กองทุนรวมหุ้นไทย กองทุนรวมหุ้นต่างประเทศ (Global Equity) และกองทุนดัชนี (Index Fund) คาดหวังผลตอบแทนระยะยาวประมาณ 6.0% - 8.0%+ ต่อปี แม้จะมีความผันผวนในระยะสั้น แต่เป็นสินทรัพย์ชนิดเดียวที่มีศักยภาพสูงในการสร้างการเติบโตของเงินทุน (Capital Growth) ให้ชนะเงินเฟ้อสะสมในระยะยาว

4. จัดการหนี้สินและป้องกันความเสี่ยงจากดอกเบี้ยขาขึ้น

ในภาวะที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น ธนาคารกลางมักมีแนวโน้มที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ในระดับสูงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อชะลอเงินเฟ้อ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อภาระดอกเบี้ยเงินกู้

  • เร่งรีไฟแนนซ์ (Refinance) หรือรีเทนชัน (Retention): สำหรับผู้มีหนี้บ้านหรือสินเชื่ออสังหาริมทรัพย์ ควรติดต่อธนาคารเพื่อขอปรับลดอัตราดอกเบี้ยเมื่อครบกำหนดสัญญา เพื่อลดภาระดอกเบี้ยจ่าย
  • ปลดหนี้ดอกเบี้ยสูงก่อน: เช่น หนี้บัตรเครดิต หนี้บัตรกดเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคลที่มีอัตราดอกเบี้ยแพง เพื่อไม่ให้ดอกเบี้ยซ้ำเติมสภาพคล่องในแต่ละเดือน

ภาวะเงินเฟ้อไทยที่พุ่งสูงแตะ 2.8% เป็นสัญญาณเตือนชัดเจนว่า การออมเงินไว้เฉย ๆ ในรูปแบบเดิมอาจไม่ปลอดภัยอีกต่อไป การรับมือกับค่าครองชีพที่แพงขึ้นอย่างยั่งยืนไม่ได้หมายถึงการประหยัดจนตึงเครียด แต่คือการ บริหารรายรับ-รายจ่ายอย่างมีสติ รักษาสภาพคล่องฉุกเฉิน และกล้าที่จะปรับเปลี่ยนพอร์ตเงินออมไปสู่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนชนะเงินเฟ้อ เพื่อให้เงินทำงานอย่างมีประสิทธิภาพและปกป้องอนาคตทางการเงินของตัวเราเอง

แหล่งอ้างอิง

·     สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า

·     ธนาคารแห่งประเทศไทย

·     ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์

·     ศูนย์วิจัยกสิกรไทย

·     ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์