แกะรอย ‘โบลท์’ แพลตฟอร์มเรียกรถ ‘เจ้าปัญหา’

30 เม.ย. 2569 - 17:07

  • ทุนจดทะเบียนแค่ 5 ล้านบาท

  • ไต่สู่บริษัทมูลค่าเฉียด 40 ล้านบาทใน 3 ปี

  • บริษัทมีกรรมการผู้มีอำนาจเต็มแค่ 1 คน

แกะรอย ‘โบลท์’ แพลตฟอร์มเรียกรถ ‘เจ้าปัญหา’

จากการเปิดเวทีแถลงข่าวร่วมกันของผู้บริหาร 3 หน่วยงานรัฐ ที่มีหน้าที่กำกับดูแลบริการแพลตฟอร์มเรียกรถผ่านแอปฯ ได้แก่ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ ETDA เพื่อประกาศอย่างเป็นทางการครั้งแรก ว่า อาจระงับการให้บริการของแอปพลิเคชัน Bolt ในประเทศไทย โดยจะไม่ต่อใบอนุญาตที่จะหมดอายุในเดือนพฤษภาคมนี้ หลังจากคดีสะเทือนสังคมล่าสุด กรณีไรเดอร์โบลท์ มีพฤติกรรมสวมไอดี และก่อเหตุส่อเจตนาล่วงละเมิดทางเพศนักเรียนหญิง จนต้องกระโดดหนีจากรถและบาดเจ็บ สะท้อนปัญหาความปลอดภัยและการคัดกรองคนขับของแพลตฟอร์มนี้ ซึ่งที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนว่าเพิกเฉยต่อกฎหมายมาโดยตลอด และมียอดร้องเรียนอย่างต่อเนื่องผ่านช่องทางต่าง ๆ ได้แก่ ขบ. สภาองค์กรของผู้บริโภค และสื่อโซเชียล

วันนี้ SPACEBAR จะพาไปเจาะลึกข้อมูลของบริษัท โบลท์ ซัพพอร์ต เซอร์วิสเซส (ประเทศไทย)จำกัด หรือ Bolt แอปฯ เรียกรถสัญชาติเอสโตเนีย ซึ่งเข้ามาเริ่มให้บริการตั้งแต่ปี  2563 แต่จดทะเบียนจัดตั้งบริษัทในประเทศไทยอย่างเป็นทางการ เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2565 ด้วยทุนจดทะเบียน 5 ล้านบาท และแม้จนถึงปัจจุบันยังไม่มีการประกาศเพิ่มทุน แต่ในแง่รายได้และกำไร เรียกได้ว่าไม่ธรรมดา จากข้อมูลที่วิเคราะห์โดยครีเดน (Creden Data) ผู้ให้บริการข้อมูลนิติบุคคลครบวงจร ระบุว่าล่าสุดบริษัทแห่งนี้มีมูลค่าสูงกว่า 39.8 ล้านบาท (796.76% ของทุน)

ขณะที่ เมื่อต้นปีนี้ โบลท์ (ประเทศไทย) ก็ได้รับการนำเสนออยู่ในบทความที่เผยแพร่ในสื่อออนไลน์ Business+ ซึ่งอยู่ในเครือเดียวกัน BOL ผู้ให้บริการข้อมูลบริษัทจดทะเบียนแก่ประชาชนทั่วไป ว่าเป็นบริษัทที่มีการเติบโตอย่างโดดเด่นในกลุ่มธุรกิจขนส่งมวลชนทางบก โดยเมื่อปี 2567 มีรายได้ 916 ล้านบาท เติบโต 69% มีกำไรสุทธิ 23 ล้านบาท เติบโตเกือบเท่าตัว

จากข้อมูลโครงสร้างผู้ถือหุ้นของ Bolt ในประเทศไทย พบสัดส่วนการถือครองหุ้นโดยฝ่ายไทย 51% และเอสโตเนีย 49% โดยมี ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ นั่งแท่นผู้จัดการทั่วไปเพียงผู้เดียวที่สื่อสารต่อสาธารณะ ประเด็นที่น่าสนใจ คือ การไร้บทบาทของตัวแทนจากบริษัทแม่และกลุ่มทุนไทยผู้ถือหุ้นใหญ่ในหน้าสื่อ ซึ่งแตกต่างจากคู่แข่งในระดับเดียวกันอย่างมาก นำมาสู่การตั้งข้อสังเกตจากสาธารณชนถึงตัวตนของนักธุรกิจไทยผู้กุมบังเหียนใหญ่ในบริษัทแห่งนี้

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้เข้าไปสืบค้นข้อมูลเพิ่มเติมจากฐานข้อมูลบริษัทจดทะเบียน พบความเคลื่อนไหวในวันที่ 28 สิงหาคม 2566 มีรายชื่อบุคคลที่ยุติยุติการเป็นกรรมการ 2 คน ได้แก่ อาโต คิงค์ และเรวัตร เศรษฐี ซึ่งวันเดียวกันนี้ก็ระบุรายชื่อ ณัฐดนย์ สุขศิริฐานันท์ เข้ามาเป็นกรรมการ และกรรมการผู้มีอำนาจลงนามเพียงหนึ่งเดียวของบริษัท

ด้านข้อมูลอย่างเป็นทางการจากโบลท์ เปิดเผยเมื่อราวกลางเดือนมิถุนายน 2566 ว่า มีการแต่งตั้ง ณัฐดนย์ เป็นผู้จัดการประจำโบลท์ ประเทศไทย โดยก่อนหน้านี้เคยดำรงตำแหน่งผู้จัดการที่ Ernst and Young (ประเทศไทย) มีประสบการณ์ด้านการวางแผนกลยุทธ์และธุรกิจโมเดลทางการเงิน การตรวจสอบและการวิเคราะห์ทางการเงิน และการบริหารโครงการในหลายภาคส่วน

และเมื่อย้อนไปดูผลงานในปี 2566 หรือประมาณ 1 ปีหลังการจดทะเบียนจัดตั้งในไทย บริษัทมีรายได้กว่า 540 ล้านบาท กำไรสุทธิ 11 ล้านบาท จึงยิ่งทำให้เกิดคำถามอีกว่า ในขณะที่บริษัทคู่แข่งที่ชื่อแบรนด์เป็นที่รู้จักในระดับใกล้เคียงกันหลายราย มีขนาดทุนจดทะเบียนหลักพันล้านบาท แต่ทำไมจนถึงวันนี้ผู้ถือหุ้นฝั่งไทยของโบลท์ กลับยังไม่มีสัญญาณที่จะขยับทุนเพิ่มจากตัวเลข 5 ล้านบาทเดิม แม้ว่าเมื่อกลางปี 2568 เคยมีคำให้สัมภาษณ์ของผู้บริหารว่า Bolt มีแผนเพิ่มการลงทุนในประเทศไทย เพื่อขยายธุรกิจและแข่งขันกับผู้ให้บริการรายใหญ่ 3 อันดับแรกในตลาด

ล่าสุด อธิบดีกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ได้ในการแถลงข่าวร่วมกันกับดีอี ว่า ใบรับรองการประกอบธุรกิจของโบลท์ กำลังจะสิ้นสุดลงในเดือนพฤษภาคม 2569 นี้ ซึ่งทางกรมฯ อาจพิจารณาไม่ต่ออายุใบอนุญาต หากทางบริษัทไม่สามารถดำเนินการแก้ไขปัญหาให้เป็นไปตามกฎหมายได้

อีกทั้งกล่าวได้ว่าการแถลงข่าวนี้ ยังเป็นครั้งแรกที่มีการเปิดเผยตัวเลขยอดร้องเรียนจากผู้ใช้บริการเรียกรถผ่านแอปในประเทศไทย โดยอธิบดี ขบ. ระบุว่า ตั้งแต่ให้การรับรองรถสาธารณะที่ให้บริการผ่านแอปพลิเคชัน มีการดำเนินการตามกฎหมายทั้งหมด 6,776 เคส  ซึ่งจำนวน  2,193 คดี หรือคิดเป็นสัดส่วน 1 ใน 3 เป็นความผิดที่เกิดขึ้นบนแพลตฟอร์ม Bolt อีกทั้งช่วง 3-4 เดือน ยังพบผู้กระทำความผิดของแพลตฟอร์มนี้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง เป็นสัญญาณที่กระทรวงคมนาคมจะดำเนินการอย่างเข้มงวดเด็ดขาด

ขณะที่ ก่อนหน้านี้ สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) ได้ออกมานำเสนอต่อกรมการขนส่งทางบกว่า ควรพิจารณากำหนดมาตรฐานใหม่ในการต่อใบอนุญาตผู้ประกอบการ โดยนำตัวชี้วัดที่เป็นสถิติการร้องเรียน เข้ามาเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์การพิจารณาด้วย เพื่อสนับสนุนการแข่งขันอย่างเป็นธรรมที่ผู้ให้บริการทุกรายต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน

ผู้สื่อข่าว SPACEBAR ได้วิเคราะห์ย้อนรอยแนวทางการทำตลาดของ Bolt ในประเทศไทย ว่า  แพลตฟอร์มเรียกรถจากยุโรปรายนี้ ปูพรมบุกตลาดไทยด้วยกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง และสงครามราคา เพื่อจูงใจทั้งคนขับให้เข้ามาจดทะเบียนในระบบ และสร้างแรงดึงดูดใจให้ผู้บริโภคเลือกใช้บริการ จึงทำให้ช่วงแรกได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว

โดยเปิดตัวในไทยครั้งแรกเมื่อปี 2563 เริ่มจากกรุงเทพฯ ก่อนขยายครอบคลุมพื้นที่เมืองท่องเที่ยว ได้แก่ พัทยา เชียงใหม่ ภูเก็ต กลยุทธ์ช่วงเปิดตัวปี 2563-2565 เน้นการเป็น Disruptor โดยใช้จุดเด่นเรื่องราคาถูกกว่าคู่แข่ง 20-30% และไม่เก็บค่าธรรมเนียมจากคนขับ (0% Commission) ในช่วงแรก หลังจากนั้นแม้เริ่มเก็บค่าคอมมิชชันจากคนขับแต่ยังคงอัตราที่ต่ำกว่าคู่แข่ง ประมาณ 10-15%

อีกจุดขายที่ผู้บริหาร Bolt ในประเทศไทยพยายามโปรโมท คือ การนำเทคโนโลยีเข้ามาเสริมอยู่ในแพลตฟอร์ม เช่น ปุ่ม SOS และการบันทึกเสียงระหว่างทริป การจองรถล่วงหน้า เป็นต้น เน้นย้ำความปลอดภัยและการอำนวยความสะดวกผู้โดยสาร อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากข้อมูลคดีและการร้องเรียนจากผู้โดยสาร เห็นได้ว่าเทคโนโลยีเหล่านั้นไม่ได้ลดจำนวนการก่อคดีของคนขับโบลท์ ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่องจนครองสัดส่วน 1 ใน 3 ของจำนวนการร้องเรียนแอปเรียกรถ ที่ปัจจุบันมีผู้ได้รับใบอนุญาตจาก ขบ. รวม 9 ราย

อีกทั้งล่าสุด สังคมยังได้เห็นถึงการเผยแพร่แคมเปญการตลาดผ่าน Tiktok ที่ชูคอนเทนต์อาหวัง สะท้อนถึงการขาดจริยธรรมในการทำธุรกิจ เน้นการตลาดที่ต้องการเพิ่มจำนวนลูกค้า โดยไม่คำนึงถึงความถูกต้อง ส่อกระตุ้นพฤติกรรมเทา เข้าหาลูกค้าด้วยการดึงดูดใจด้วยคอนเทนต์ที่ไม่เหมาะสม อาจเข้าข่ายกระตุ้นพฤติกรรมทางเพศ จนมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่าเป็นการตลาดที่เข้าข่ายคุกคามทางเพศ หรือเป็นภัยสังคมรูปแบบใหม่เพื่อต้องการผลตอบแทน จนปรากฏเรื่องร้องเรียนจำนวนมากมาที่สภาองค์กรของผู้บริโภค

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์