การตัดสินใจรื้อและปรับปรุงสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนครั้งล่าสุดของรัฐบาล ถือเป็นเรื่องใหญ่ในรอบหลายปีของวงการพลังงานไทย เพราะนี่ไม่ใช่แค่ความพยายามลดค่าไฟเพื่อเอาใจประชาชนในระยะสั้น แต่คือการรื้อถอนกติกาดั้งเดิมของตลาดไฟฟ้าไทยที่ฝังรากมานานกว่า 20 ปี
หัวใจของมาตรการนี้ คือ ยกเลิกการต่ออายุสัญญาอัตโนมัติ ของโรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียนขนาดเล็ก (SPP และ VSPP) ที่ครบอายุ 25 ปี พร้อมหั่นราคารับซื้อจากเดิมที่เคยมัดรวมค่า FT จนทะลุ 3 บาทต่อหน่วย ลงมาเหลือเพียง 2.16 บาทต่อหน่วย (อ้างอิงจากราคาโซลาร์ภาคประชาชน) โดยจะเริ่มนำร่องกับพลังงานแสงอาทิตย์เป็นกลุ่มแรก ก่อนจะขยับไปพลังงานลมในลำดับถัดไป
มาตรการถูกแบ่งเป้าหมายออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
· กลุ่มที่ 1 โรงไฟฟ้าที่ครบสัญญาแล้ว (ประมาณ 515 สัญญา / 2,400 เมกะวัตต์) ยุติการต่ออายุสัญญาแบบอัตโนมัติทันที
· กลุ่มที่ 2 โรงไฟฟ้าที่กินเงินอุดหนุน (Adder) ครบ 10 ปีแล้ว แต่ยังไม่ครบอายุสัญญา 25 ปี (46 สัญญา / 1,478 เมกะวัตต์) ถูกบีบให้ปรับลดราคารับซื้อลงเพื่อสะท้อนต้นทุนเทคโนโลยีปัจจุบัน
· กลุ่มที่ 3 โครงการที่ยังไม่สามารถจ่ายไฟเชิงพาณิชย์ (COD) ได้ (4 โครงการ / 67 เมกะวัตต์) หากล่าช้าเกินเงื่อนไข เสี่ยงถูกริบสัญญาคืน
แม้รัฐบาลจะย้ำว่ามาตรการทั้งหมดมีเป้าหมายเพื่อให้ค่าไฟฟ้าสะท้อนต้นทุนที่แท้จริง และลดภาระของประชาชน ประเด็นสำคัญ คือ ค่าไฟจะลดลงได้มากเพียงใด เพราะปัจจุบันรัฐบาลยังไม่สามารถระบุตัวเลขได้ เนื่องจากต้องรอการแก้ไขสัญญาระหว่างการไฟฟ้ากับผู้ประกอบการให้แล้วเสร็จ ก่อนที่สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) และคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) จะคำนวณผลกระทบต่อค่า FT และค่าไฟฟ้าโดยรวม
ในอีกมุมหนึ่ง รัฐบาลก็มีเหตุผลซัพพอร์ตที่แน่นหนา เพราะในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา ต้นทุนของเทคโนโลยีพลังงานสะอาด โดยเฉพาะแผงโซลาร์เซลล์ ดิ่งลดลงทั่วโลกกว่า 80-90% ทำให้หลายประเทศที่เดินหน้าพลังงานสะอาดก่อนประเทศไทย ต่างต้องปรับกติกาเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคแบกรับค่าไฟที่แพงเกินจริง
แนวทางลักษณะนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ในเวทีโลก หลายประเทศที่เดินหน้าพลังงานสะอาดก่อนประเทศไทย ต่างเผชิญโจทย์เดียวกัน คือ เมื่อเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนมีต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว จะทำอย่างไรให้สัญญารับซื้อไฟฟ้ายังคงสร้างแรงจูงใจในการลงทุน โดยไม่ผลักภาระต้นทุนไปยังผู้ใช้ไฟฟ้ามากเกินความจำเป็น
· สหราชอาณาจักร เดิมใช้ระบบอุดหนุนแบบ Feed-in Tariff (FiT) ในช่วงที่ต้นทุนเทคโนโลยียังสูง แต่เมื่อราคาอุปกรณ์ลดลงก็ทยอยลดอัตราลงจนยกเลิกโครงการไปในปี 2019 แล้วเปลี่ยนมาใช้ระบบประมูลแข่งขัน (CfD) ที่บีบให้ผู้ผลิตแข่งกันเสนอราคา จนทำให้ต้นทุนจากโครงการใหม่ถูกกว่าโรงไฟฟ้าฟอสซิล
· สหภาพยุโรป ประเทศแกนนำอย่าง เยอรมนี เดนมาร์ก เนเธอร์แลนด์ และสเปน ต่างปฏิบัติตามหลักการของคณะกรรมาธิการยุโรป โดยเปลี่ยนจากระบบอุดหนุนราคาคงที่ระยะยาว ไปสู่ระบบเปิดประมูลแข่งขัน (Auction) ส่งผลให้ราคารับซื้อไฟฟ้าปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง โดยที่ประเทศยังสามารถเดินหน้าเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดได้ตามเป้า
· ออสเตรเลีย สลัดภาพการให้เงินอุดหนุนโซลาร์รูฟท็อปในอัตราสูงในอดีต แล้วค่อยๆ ปล่อยให้อัตราการซื้อขายไฟฟ้าสะท้อนตามต้นทุนจริงในตลาด ปัจจุบันผู้ผลิตพลังงานหมุนเวียนจำนวนมากจึงต้องลงมาแข่งขันในตลาดเสรีโดยตรง แทนการพึ่งพาเงินอุดหนุนระยะยาวจากรัฐ
การรื้อสัญญาโรงไฟฟ้าหมุนเวียนครั้งนี้ อาจเป็นเพียง ‘สารตั้งต้น’ ของการปฏิรูปโครงสร้างพลังงานไทยทั้งหมด เพราะหลังจากนี้ รัฐบาลยังมีแผนจะเข้าไปแตะสัญญาของโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่ (IPP) ควบคู่ไปกับการปลดล็อกระบบซื้อขายไฟโดยตรง (Direct PPA) เพื่อเปิดตลาดเสรี
หากรัฐบาลสามารถรักษาสมดุลระหว่าง ‘ผลประโยชน์ของประชาชน’ กับ ‘ความโปร่งใสต่อหน้าเอกชน’ ได้สำเร็จ เกมพลังงานไทยในระยะยาวหลังจากนี้ จะเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง




