ทุนไทย 5 แสนล้านไปเวียดนาม แล้วไทยเหลืออะไร

17 ก.ย. 2569 - 16:05

  • ทุนไทย 5 แสนล้าน ลงทุนเวียดนาม กระจายตั้งแต่การผลิต พลังงาน ไปจนถึงค้าปลีก

  • ตลาดใหญ่-โตเร็ว-FTA ครอบคลุม ดึงดูดบริษัทไทยให้ขยายฐานธุรกิจ

  • โจทย์ไทยไม่ใช่แค่รั้งทุน แต่ต้องสร้างเศรษฐกิจที่เพิ่มมูลค่าและทำให้ทุนอยากลงทุนในประเทศ

ทุนไทย 5 แสนล้านไปเวียดนาม แล้วไทยเหลืออะไร

ตัวเลขการลงทุนของบริษัทไทยในเวียดนามกำลังสะท้อนภาพเศรษฐกิจอาเซียนที่เปลี่ยนไปอย่างน่าสนใจ เพราะนี่ไม่ใช่เพียงเรื่องของบริษัทไทยที่ออกไปหาตลาดใหม่ แต่กำลังสะท้อนว่า ‘ประเทศไหนกำลังถูกมองว่าเป็นพื้นที่เติบโตของทุนในระยะยาว’

ข้อมูลของหน่วยงานด้านการลงทุนของเวียดนามระบุว่า ณ สิ้นเดือนสิงหาคม 2569 ไทยมีโครงการลงทุนในเวียดนามที่ยังดำเนินอยู่ 824 โครงการ มูลค่าเงินลงทุนจดทะเบียนรวมกว่า 15,476 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 5 แสนล้านบาท ทำให้ไทยเป็นนักลงทุนต่างชาติอันดับ 9 จาก 154 ประเทศ และเป็นอันดับ 2 ในกลุ่มอาเซียน รองจากสิงคโปร์

เงินลงทุนของไทยไม่ได้กระจุกอยู่ในธุรกิจเดียว แต่ครอบคลุมทั้งอุตสาหกรรมการผลิต การผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า ก๊าซ น้ำและระบบสาธารณูปโภค อสังหาริมทรัพย์ รวมถึงธุรกิจค้าส่งและค้าปลีก

ชื่อของกลุ่มทุนไทยขนาดใหญ่ก็ปรากฏอยู่ในหลายอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น Central Retail, SCG, CP, Amata, WHA และธนาคารพาณิชย์ไทย สะท้อนว่าเวียดนามไม่ได้ถูกมองเพียงเป็น ‘ฐานการผลิตต้นทุนต่ำ’ แต่กำลังกลายเป็นตลาดและฐานธุรกิจระยะยาวของบริษัทไทยบางส่วน

คำถามจึงไม่ใช่แค่ทำไมไทยไปลงทุนเวียดนาม แต่คือ เวียดนามมีอะไรที่ทำให้ทุนไทยยอมเอาเงินไปลง

เหตุผลหนึ่งคือขนาดตลาดและโครงสร้างประชากร เวียดนามมีประชากรมากกว่า 100 ล้านคน ทำให้บริษัทที่เข้าไปลงทุนไม่ได้มองเฉพาะการผลิตเพื่อส่งออก แต่ยังสามารถใช้เวียดนามเป็นตลาดผู้บริโภคขนาดใหญ่ได้ด้วย

ขณะเดียวกัน เวียดนามยังเดินหน้าขยายโครงสร้างพื้นฐานและดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทต่างชาติสามารถใช้ประเทศนี้เป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่การผลิตในภูมิภาค

อีกจุดที่ถูกพูดถึงมากคือ เครือข่ายความตกลงการค้าเสรี เวียดนามมี FTA หลายฉบับที่เชื่อมโยงกับตลาดสำคัญทั่วโลก รวมถึง CPTPP และความตกลงการค้ากับสหภาพยุโรป ซึ่งช่วยเพิ่มทางเลือกให้บริษัทที่ใช้เวียดนามเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก

นี่ทำให้โจทย์การแข่งขันของไทยไม่ได้อยู่ที่ว่าใครค่าแรงถูกกว่าเพียงอย่างเดียว แต่กำลังกลายเป็นการแข่งขันเรื่อง ตลาด การค้า ความเร็วในการอนุมัติลงทุน ต้นทุนพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน แรงงานทักษะ และความสามารถในการเชื่อมต่อกับห่วงโซ่การผลิตโลก

จาก ‘คู่แข่ง’ อาจต้องกลายเป็น ‘คู่ค้า’

อีกด้านหนึ่ง การที่ทุนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามจำนวนมากไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยจะเสียประโยชน์ทั้งหมด

หากมองในมุมห่วงโซ่อุปทาน บริษัทไทยสามารถใช้การลงทุนในเวียดนามเป็นฐานขยายตลาด และเชื่อมโยงกับธุรกิจในประเทศไทยได้ เช่น บริษัทไทยอาจมีสำนักงานใหญ่ เทคโนโลยี เงินทุน หรือธุรกิจต้นน้ำอยู่ในไทย ขณะที่ใช้ฐานการผลิตหรือช่องทางจำหน่ายในเวียดนามเพื่อเข้าถึงตลาดใหม่

ดังนั้นโจทย์จึงไม่จำเป็นต้องเป็นทุนไทยออกไป = ไทยเสีย แต่ต้องถามต่อว่า ทุนที่ออกไปสร้างมูลค่าเพิ่มกลับเข้าประเทศไทยได้มากแค่ไหน

ถ้าบริษัทไทยสามารถสร้างรายได้จากต่างประเทศ แล้วนำกำไร เทคโนโลยี ความรู้ และเครือข่ายกลับมาขยายธุรกิจในไทย การลงทุนต่างประเทศก็อาจกลายเป็นเครื่องมือสร้างความสามารถในการแข่งขันของบริษัทไทย

แต่ถ้าการลงทุนเพิ่มขึ้นเพราะบริษัทมองว่า การขยายธุรกิจในไทยมีข้อจำกัดมากกว่า นั่นจะเป็นอีกสัญญาณหนึ่งที่ต้องจับตา

เวียดนามกำลังโตเร็วกว่าไทย?

ประเด็นนี้ยิ่งน่าสนใจเมื่อมองคู่กับอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ ข้อมูลที่มีการรายงานล่าสุดระบุว่าเศรษฐกิจเวียดนามขยายตัว 8.18% ในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 และ 8.39% ในไตรมาส 2 ขณะที่เวียดนามตั้งเป้าการเติบโตระยะยาวในระดับประมาณ 10% ต่อปี

ขณะที่การประเมินขนาดเศรษฐกิจปี 2569 ที่ถูกอ้างในรายงานเดียวกัน วาง GDP เวียดนามไว้ประมาณ 528,000 ล้านดอลลาร์ เทียบกับไทยประมาณ 580,000 ล้านดอลลาร์ หรือเวียดนามมีขนาดเศรษฐกิจราว 91% ของไทย

ตัวเลขนี้จึงทำให้การแข่งขันระหว่างสองประเทศไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป เพราะหากเวียดนามยังขยายตัวได้เร็วกว่าอย่างต่อเนื่อง ช่องว่างทางเศรษฐกิจที่เคยมีระหว่างไทยกับเวียดนามก็มีโอกาสแคบลงเรื่อย ๆ

ไทยต้องแข่งด้วยอะไร?

โจทย์สำคัญจึงไม่ใช่การพยายามทำให้ไทยถูกกว่าเวียดนาม ในทุกด้าน แต่คือการหาว่า อะไรคือสิ่งที่ไทยทำได้ดีกว่าและสร้างมูลค่าเพิ่มได้สูงกว่า

ไทยยังมีจุดแข็งด้านโครงสร้างพื้นฐาน อุตสาหกรรมที่สะสมมานาน ห่วงโซ่การผลิตยานยนต์ ปิโตรเคมี อาหาร อิเล็กทรอนิกส์ และธุรกิจบริการ ดังนั้นการแข่งขันในระยะต่อไปอาจต้องขยับจากต้นทุนถูก ไปสู่ผลิตภาพสูง

ตั้งแต่การพัฒนาแรงงานทักษะสูง การใช้ AI และระบบอัตโนมัติ การสร้างอุตสาหกรรมชิ้นส่วนเทคโนโลยี ไปจนถึงการมีพลังงานสะอาดในราคาที่แข่งขันได้ เพราะในโลกที่เงินทุนเคลื่อนย้ายได้ง่าย บริษัทไม่ได้ถามเพียงว่าประเทศไหนถูกที่สุด แต่ถามว่าประเทศไหนทำให้ธุรกิจเติบโตได้เร็วที่สุด

5 แสนล้านบาท จึงไม่ใช่แค่ตัวเลขการลงทุน

การที่ทุนไทยเข้าไปลงทุนในเวียดนามกว่า 5 แสนล้านบาท จึงสะท้อนทั้ง โอกาสของเวียดนามและโจทย์การแข่งขันของไทยในเวลาเดียวกัน

เวียดนามอาจเป็นทั้งคู่แข่งและตลาดใหม่ ขณะที่บริษัทไทยเองก็อาจใช้การลงทุนในเวียดนามเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การเติบโตในอาเซียน

คำถามที่ประเทศไทยต้องตอบจึงไม่ใช่เพียงว่าจะรั้งทุนไทยไม่ให้ออกไปได้อย่างไร แต่คือ จะทำอย่างไรให้ไทยยังเป็นประเทศที่ทุนไทยและทุนต่างชาติอยากลงทุน เพื่อสร้างธุรกิจ เทคโนโลยี งาน และมูลค่าเพิ่มในประเทศ

เพราะในวันที่ทุนไทยสามารถเลือกสนามแข่งขันได้มากขึ้น สิ่งที่ต้องแข่งกันจริง ๆ อาจไม่ใช่แค่บริษัทต่อบริษัท แต่คือคุณภาพของระบบเศรษฐกิจแต่ละประเทศ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์