ดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ เปิดเผยถึงแนวทางการบริหารจัดการงบประมาณและแผนการเงินภาครัฐในปี 2570 ว่า การจัดทำงบประมาณในปีนี้มีข้อจำกัดค่อนข้างมาก เนื่องจากงบประมาณส่วนใหญ่ถูกจัดสรรไปใช้ในส่วนของงบประมาณประจำ การชดเชยเงินคงคลัง และการชำระหนี้คงค้าง งบลงทุนภาพรวมหด 7% แต่ไม่ต่ำกว่าเกณฑ์ 20% ดึงงบรัฐวิสาหกิจกู้สถานการณ์
เลขาฯ สศช. ระบุว่า แม้ภาพรวมงบลงทุนในตัวงบประมาณปี 2570 จะลดลงจากปีที่แล้วประมาณ 7% แต่การจัดสรรงบลงทุนยังคงเป็นไปตามเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนดไว้ คือต้องไม่น้อยกว่า 20% ของงบประมาณรายจ่ายรวม โดยรัฐบาลมีเครื่องมือและเม็ดเงินส่วนอื่นเข้ามาช่วยสนับสนุนระบบเศรษฐกิจ ดังนี้
· เงินลงทุนรัฐวิสาหกิจ 2 แสนล้านบาท: รัฐบาลจะเร่งรัดให้รัฐวิสาหกิจเดินหน้าโครงการลงทุนต่างๆ ตามแผนเพื่ออัดฉีดเม็ดเงินเข้าสู่ระบบ
· งบกลางฉุกเฉิน: มีการตั้งงบกลางไว้รองรับภัยแล้ง น้ำท่วม และเตรียมงบประมาณราว 1 หมื่นล้านบาท เพื่อรับมือวิกฤตพลังงานและความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ซึ่งหากนำงบส่วนนี้ไปใช้ในโครงการที่เข้าลักษณะการลงทุน ก็จะช่วยเพิ่มสัดส่วนงบลงทุนในภายหลังได้
· งบบูรณาการน้ำ 1.8 หมื่นล้านบาท: จัดสรรงบก้อนโตเพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน
จี้ปรับโครงสร้างงบประจำ ชู 'เอกชนนำ' ดันเป้าลดขาดดุลเหลือ 3%
เมื่อถามถึงกรณีที่กระทรวงการคลังตั้งเป้าจะลดการขาดดุลภาครัฐให้เหลือ 3% ต่อ GDP ภายในปี 2572 เลขาฯ สศช. ชี้ว่า เป้าหมายดังกล่าวอยู่ในแผนการคลังระยะปานกลางเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน แต่จะทำได้สำเร็จหรือไม่ขึ้นอยู่กับการเติบโตของเศรษฐกิจ หาก GDP ขยายตัวได้ดีจากการหลั่งไหลเข้ามาของอุตสาหกรรมใหม่ ๆ การลดการขาดดุลก็จะทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องใช้การลงทุนของภาคเอกชนเป็นตัวนำ
นอกจากนี้ เลขาธิการสภาพัฒน์ ยังได้สะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างของงบประมาณไทยว่า ปัจจุบันรายจ่ายประจำ โดยเฉพาะ "สวัสดิการและค่าใช้จ่ายด้านบุคลากร" มีสัดส่วนสูงมากและโตต่อเนื่องจนเบียดบังงบลงทุน ในระยะต่อไปประเทศจำเป็นต้องพิจารณาปรับปรุงระบบสวัสดิการ เช่น ระบบประกันสุขภาพ เพื่อลดภาระงบประมาณ และเปิดพื้นที่ให้มีงบประมาณไปใช้ในการลงทุนพัฒนาประเทศมากขึ้น
หั่นงบจังหวัดเหลือ 4.2 พันล้าน ปรับกลยุทธ์เน้นท่องเที่ยว-สร้างอาชีพ
สำหรับประเด็นที่งบประมาณจัดสรรให้จังหวัดและกลุ่มจังหวัดลดลงอย่างน่าตกใจ เหลือเพียงประมาณ 4.2 พันล้านบาท จากเดิมที่เคยได้สูงถึงประมาณ 2.6 หมื่นล้านบาทนั้น นายดนุชา ชี้แจงว่า เป็นการปรับเปลี่ยนนโยบายเพื่อลดความซ้ำซ้อน
“รัฐบาลมีนโยบายปรับเปลี่ยนการใช้งบจังหวัด โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างอาชีพและการส่งเสริมการท่องเที่ยวเป็นหลัก เพื่อไม่ให้ซ้ำซ้อนกับโครงการโครงสร้างพื้นฐานของหน่วยงานส่วนกลาง (Function) โดยมีการกำหนดกรอบวงเงินงบจังหวัดไว้ไม่เกิน 20% ของกรอบเดิม เพื่อให้เกิดความคล่องตัวและประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้กรอบงบประมาณที่มีจำกัด”




