สงคราม EV เขย่าฐานผลิตไทย?

2 ก.ย. 2569 - 08:41

  • แม้ยอดผลิต EV ในไทยโตพรวด แต่ต้องดวลเดือดกับอินโดนีเซียที่มีนิกเกิลตั้งต้นแบตเตอรี่ และเวียดนามที่มีตลาด EV โตเร็วพร้อมแบรนด์ตัวเอง

  • ไทยงัดมาตรการ EV 3.5 และภาษีสรรพสามิตคาร์บอน ดึงค่ายรถตั้งโรงงานแลกสิทธิประโยชน์ พร้อมบีบใช้ชิ้นส่วนในประเทศ

  • ไทยต้องเลิกเป็นแค่โรงงานรับจ้างประกอบ แต่ต้องเร่งถือครองเทคโนโลยีขั้นสูงทั้งแบตเตอรี่ อิเล็กทรอนิกส์ และซอฟต์แวร์เพื่อไม่ให้เสียเงินลงทุนก้อนใหม่

สงคราม EV เขย่าฐานผลิตไทย?

ประเทศไทยเคยเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของภูมิภาคอาเซียน ด้วยระบบนิเวศอุตสาหกรรมที่แข็งแกร่ง มีโรงงานประกอบ ห่วงโซ่ผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supply Chain) แรงงานทักษะสูง และระบบขนส่งที่เชื่อมต่อทั่วโลก

ทว่า ในวันที่อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างก้าวกระโดดจากเครื่องยนต์สันดาป (ICE) ไปสู่รถยนต์ไฟฟ้า (EV) คำถามใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ไทยกำลังถูกอินโดนีเซียและเวียดนามแย่งชิงฐานการผลิตไปหรือไม่

คำตอบในวันนี้อาจยังไม่ใช่การ ‘เสียฐานผลิตเดิม’ แต่สิ่งที่ไทยต้องระวังอย่างที่สุดคือ การเสียโอกาสในการดึงเงินลงทุนก้อนใหม่ เพราะแม้โรงงานที่สร้างมาหลายสิบปีจะยังคงอยู่ แต่โรงงานแห่งอนาคตกำลังมองหาบ้านใหม่ที่มีแต้มต่อทั้งด้านทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ทางภาษี

1. ไทยยังผลิตเพิ่ม แต่ประเภทรถยนต์กำลังเปลี่ยนอย่างสิ้นเชิง

หากพิจารณาจากตัวเลขล่าสุด ไทยยังไม่ได้อยู่ในภาวะที่ฐานผลิตเลือนหาย จากรายงานของกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในเดือนกรกฎาคม 2569 ประเทศไทยผลิตรถยนต์ได้ 117,383 คัน เพิ่มขึ้น 6.12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขภายในกลับสะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่น่าสนใจ

·       รถยนต์นั่งไฟฟ้าแบตเตอรี่ (BEV) ยอดผลิตขยายตัวพุ่งสูงถึง 271.8%

·       รถยนต์ไฮบริด (HEV) การผลิตเติบโตเพิ่มขึ้น 95.35%

·       รถยนต์เครื่องยนต์สันดาปแบบเดิม (ICE) ยอดการผลิตชะลอตัวและลดลงถึง 62.49%

ตัวเลขนี้ยืนยันว่าโรงงานในไทยไม่ได้หยุดเดินเครื่อง เพียงแต่สายการผลิตกำลังเร่งปรับเปลี่ยนไปสู่พลังงานใหม่และรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรวดเร็ว

2. ตลาด EV อาเซียนเดือด: 3 ประเทศ 3 จุดแข็ง

ข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ระบุว่า ยอดขายรถยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตมากกว่า 2 เท่า จนทะลุ 500,000 คัน คิดเป็นเกือบ 20% ของยอดขายรถใหม่ทั้งหมดในภูมิภาค โดยแต่ละประเทศกำลังชูจุดแข็งที่แตกต่างกัน

1.        อินโดนีเซีย (แต้มต่อด้านทรัพยากรแบตเตอรี่) ครอบครองสำรอง นิกเกิล (Nickel) มหาศาล รัฐบาลใช้นโยบายห้ามส่งออกแร่นิกเกิลดิบเพื่อบีบให้ยักษ์ใหญ่เทคโนโลยีเข้ามาลงทุนตั้งโรงงานแปรรูปในประเทศ ทำให้เกิดห่วงโซ่การผลิตครบวงจรตั้งแต่ วัตถุดิบ - แบตเตอรี่ - รถยนต์ไฟฟ้า

2.        เวียดนาม (เติบโตเร็วด้วยแบรนด์ในประเทศ) ยอดขาย EV โตขยายตัวจนคิดเป็นเกือบ 40% ของยอดขายรถใหม่ นำโดยค่ายรถท้องถิ่นอย่าง VinFast ที่เจาะตลาดด้วยราคามีประสิทธิภาพ

3.        ไทย (ฐานอุตสาหกรรมเดิม + มาตรการอุดหนุนด้านภาษี) ชูจุดเด่นเรื่องความพร้อมด้านซัพพลายเชน โลจิสติกส์ และการอุดหนุนเชิงรุกจากภาครัฐ

3. ‘สงครามภาษี’ เครื่องมือดึงดูดเงินลงทุน และแรงกดดันรอบใหม่

เรื่องภาษีกลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการตัดสินใจของค่ายรถยนต์ทั่วโลก ซึ่งประเทศไทยมีทั้งแต้มต่อและความท้าทายทางภาษีที่ต้องรับมือ

·       มาตรการภาษี EV (EV 3.0 / EV 3.5) ของไทย : ไทยใช้นโยบายภาษีสรรพสามิตลดพิเศษ (เหลือ 2%) การเว้นภาษีอากรนำเข้า และเงินอุดหนุนเพื่อจูงใจให้ค่ายรถ EV มาเปิดตลาด แต่มีเงื่อนไขสำคัญ คือ มาตรการชดเชยการผลิตที่บีบให้ค่ายรถที่เคยนำเข้า EV ต้องผลิตชดเชยในประเทศไทยตามสัดส่วนที่กำหนด (เช่น 1:1 หรือ 1:1.5) เพื่อบังคับให้เกิดการตั้งโรงงานจริงในไทย

·       ภาษีโครงสร้างสรรพสามิตใหม่ตามปริมาณการปล่อย CO2 : ภาษีรถยนต์ไทยปรับไปอิงตามระดับการปล่อยคาร์บอน (Carbon-based Excise Tax) ซึ่งบีบให้รถยนต์สันดาปจ่ายภาษีสูงขึ้นเรื่อย ๆ ขณะที่รถ EV และ Hybrid ได้รับอัตราภาษีที่ต่ำกว่าอย่างชัดเจน

·       การแข่งขัน Tax Incentive ในอาเซียน: อินโดนีเซียและเวียดนาม ต่างก็งัดสิทธิประโยชน์เว้นภาษีเงินได้นิติบุคคล (Tax Holiday) ยาวนานเพื่อแข่งกับไทย

·       ภาษีคาร์บอนข้ามแดน (CBAM) และเกณฑ์ OECD: ในอนาคต การส่งออกรถยนต์จากไทยไปยังยุโรปหรือประเทศสมาชิก OECD จะถูกตรวจสอบมาตรฐานคาร์บอนอย่างเข้มงวด หากไทยยังใช้พลังงานฟอสซิลในการผลิต จะต้องเสียภาษีคาร์บอนเพิ่มขึ้น ส่งผลให้ความสามารถในการแข่งขันลดลง

4. โจทย์ใหญ่ของไทย การสร้างมูลค่าเพิ่ม ไม่ใช่แค่การประกอบ

รถยนต์ไฟฟ้ามีชิ้นส่วนกลไกน้อยลง แต่พึ่งพาเทคโนโลยีขั้นสูงมากขึ้น เช่น แบตเตอรี่, มอเตอร์ไฟฟ้า, ระบบอิเล็กทรอนิกส์, ซอฟต์แวร์ และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ

เพื่อไม่ให้ไทยทำหน้าที่เป็นเพียงโรงงานรับจ้างประกอบ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) จึงออกมาตรการภาษีและสิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน EV ที่ผูกติดกับเงื่อนไขการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content Requirement) เช่น BEV ไม่น้อยกว่า 40% และ PHEV ไม่น้อยกว่า 45% เพื่อบีบให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีและการซื้อขายกับผู้ผลิตชิ้นส่วนชาวไทย

5. ไทยแพ้แล้วหรือยัง?

คำตอบคือ ยัง ไทยยังคงรักษาตำแหน่งฐานการผลิตขนาดใหญ่ และสิทธิประโยชน์ทางภาษีของไทยยังคงจูงใจมากพอที่จะดึงดูดค่ายรถจีนและต่างชาติเข้ามาตั้งโรงงานผลิตชลดเชย เพียงแต่ความได้เปรียบในอดีต อาจไม่เพียงพอสำหรับอนาคต

·       โรงงานเดิม (20–30 ปีก่อน): ยังคงตั้งฐานอยู่ในไทย

·       โรงงานใหม่ (ในอีก 5–10 ปีข้างหน้า): มีทางเลือกมากขึ้นว่าจะไปตั้งที่ไทย อินโดนีเซีย หรือเวียดนาม

สนามแข่งขันต่อจากนี้จึงเป็นการวัดกันที่ว่า ประเทศใดจะใช้ทั้งนโยบายภาษี ทรัพยากร และโครงสร้างพื้นฐานในการดึงดูดทั้งโรงงานประกอบ เทคโนโลยีแบตเตอรี่ และซัพพลายเชนระดับสูงเข้ามาได้พร้อมกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจให้ได้มากที่สุด

แหล่งอ้างอิง

·       กรมสรรพสามิต (2569). มาตรการส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้า (EV 3.5) และโครงสร้างภาษีสรรพสามิตตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (CO2) Regulation. กระทรวงการคลัง

·       สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) (2569). สิทธิประโยชน์ทางภาษีอากรและเงื่อนไขสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ(Local Content) สำหรับอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า. สำนักนายกรัฐมนตรี

·       กลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.). (2569). รายงานสถิติการผลิต การขาย และการส่งออกยานยนต์ ประจำเดือนกรกฎาคม 2569. FTI Data Center

·       International Energy Agency (IEA)

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์