DUSIT กำไร Q1 พุ่ง 418% โรงแรม-อสังหาฯ หนุนรายได้โต

18 พ.ค. 2569 - 18:04

  • DUSIT รายได้ไตรมาสแรกโต 37.3% แตะ 3,270 ล้านบาท

  • EBITDA เพิ่มเป็น 860 ล้านบาท กำไรสุทธิพุ่งกว่า 4 เท่า

  • โรงแรมและโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค หนุนผลงานแข็งแกร่ง

DUSIT กำไร Q1 พุ่ง 418% โรงแรม-อสังหาฯ หนุนรายได้โต

ท่ามกลางแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนด้านภูมิรัฐศาสตร์ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) หรือ DUSIT รายงานผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 เติบโตแข็งแกร่ง โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจโรงแรมและการทยอยส่งมอบโครงการที่พักอาศัย “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” ส่งผลให้รายได้รวมเพิ่มขึ้นกว่า 37% ขณะที่กำไรสุทธิพุ่งกว่า 4 เท่าตัวจากช่วงเดียวกันปีก่อน

บริษัทเปิดเผยว่า ในช่วงเดือนมกราคม-มีนาคม 2569 มีรายได้รวม 3,270 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 37.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน (YoY) ขณะที่กำไรก่อนหักดอกเบี้ย ภาษี ค่าเสื่อมราคา และค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) อยู่ที่ 860 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 249 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 418.8%

ปัจจัยสำคัญมาจากรายได้ของธุรกิจโรงแรมที่เติบโตต่อเนื่อง รวมถึงการรับรู้รายได้จากการส่งมอบห้องชุดโครงการที่พักอาศัยภายในโครงการ ‘ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค’ ซึ่งช่วยผลักดันผลประกอบการโดยรวมให้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญ

ชนินทธ์ โทณวณิก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม บมจ.ดุสิตธานี กล่าวว่า แม้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางเข้าไทยในไตรมาสแรกจะลดลง แต่ธุรกิจโรงแรมของกลุ่มยังสามารถเติบโตได้ สะท้อนถึงประสิทธิภาพในการบริหารพอร์ตธุรกิจและการกระจายฐานลูกค้า

โดยโรงแรมที่บริษัทลงทุนเองมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพัก (RevPAR) เพิ่มขึ้น 17% จากปีก่อน ทั้งจากอัตราการเข้าพักและราคาห้องพักเฉลี่ยที่สูงขึ้น โดยเฉพาะ ดุสิตธานี กรุงเทพ ที่เป็นหนึ่งในตัวขับเคลื่อนสำคัญของรายได้ในไตรมาสนี้

ขณะเดียวกัน ธุรกิจรับจ้างบริหารโรงแรมยังเติบโตจากปีก่อน แม้จะได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางช่วงปลายไตรมาสแรก ซึ่งส่งผลต่อรายได้ในบางพื้นที่ก็ตาม

บริษัทระบุว่า หลังจากนี้จะติดตามสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับกลยุทธ์การตลาดให้สอดรับกับสถานการณ์ โดยเพิ่มสัดส่วนนักท่องเที่ยวในภูมิภาคและตลาดภายในประเทศมากขึ้น ควบคู่กับการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถในการทำกำไร

สำหรับแนวโน้มทั้งปี 2569 กลุ่มดุสิตธานียังคงเป้าหมายการเติบโตของรายได้รวม (ไม่รวมรายได้จากการส่งมอบโครงการที่พักอาศัย) ไว้ที่ 5-8% และคาดว่า EBITDA Margin จะอยู่ในระดับประมาณ 18-20% ของรายได้รวม

ทั้งนี้ บริษัทมองว่า ปัจจัยท้าทายสำคัญยังอยู่ที่สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลก หากมีแนวโน้มคลี่คลาย จะช่วยหนุนการฟื้นตัวของภาคการเดินทางและท่องเที่ยวทั่วโลก ซึ่งจะส่งผลบวกต่อธุรกิจโรงแรมและบริการของกลุ่มในระยะถัดไป

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์