ดีวานาเปิด Komorebi ที่แกรนด์ นิกโก้ สาทร รุก Wellness Hospitality รับเทรนด์ Longevity

12 มิ.ย. 2569 - 13:04

  • ดีวานาชี้ Wellness ไทยโตสู่ยุค Longevity Economy

  • เปิด ‘Komorebi’ โมเดลใหม่ ผสานสปาไทยกับ Japanese Hospitality

  • ตั้งเป้าโต 25% ต่อปี เดินหน้าส่งออก Wellness Ecosystem สู่ตลาดโลก

ดีวานาเปิด Komorebi ที่แกรนด์ นิกโก้ สาทร รุก Wellness Hospitality รับเทรนด์ Longevity

Wellness ไทยโตต่อเนื่อง ‘ดีวานา’ รุกโมเดลใหม่ จับมือ แกรนด์ นิกโก้ สาทร ปั้น Luxury Wellness Hospitality รับเทรนด์ Longevity

อุตสาหกรรม Wellness กำลังกลายเป็นหนึ่งในภาคธุรกิจดาวรุ่งของเศรษฐกิจโลก ท่ามกลางผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพกายและใจมากขึ้น หลังผ่านช่วงวิกฤตโควิด-19 ซึ่งเปลี่ยนมุมมองจากการรักษาโรคไปสู่การป้องกันและการสร้างคุณภาพชีวิตในระยะยาว

สำหรับประเทศไทย แม้การแข่งขันในตลาด Wellness จะรุนแรงขึ้นจากหลายประเทศทั้งจีน ญี่ปุ่น เกาหลี เวียดนาม และอินเดีย แต่ไทยยังคงมีจุดแข็งสำคัญจากวัฒนธรรมการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม การบริการ และแนวคิดการใช้ชีวิตที่สอดคล้องกับเทรนด์ Mindfulness และ Longevity ของโลก

หนึ่งในผู้ประกอบการไทยที่กำลังเร่งปรับตัวรับกระแสดังกล่าว คือ ‘ดีวานา’ (Divana) แบรนด์สปาและเวลเนสระดับลักชัวรีของไทย ซึ่งเดินหน้าขยายบทบาทจากธุรกิจสปาแบบดั้งเดิม สู่การสร้างระบบนิเวศด้านสุขภาพครบวงจร ผ่านความร่วมมือกับโรงแรม ‘แกรนด์ นิกโก้ กรุงเทพฯ สาทร’ ซึ่งเพิ่งเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ (11 มิถุนายน 2569) ในฐานะโรงแรมภายใต้แบรนด์ Grand Nikko แห่งแรกของประเทศไทย

Wellness ไทย ก้าวสู่ยุค Longevity Economy

พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง Divana กล่าวว่า ตลอด 20-25 ปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมสปาไทยเติบโตควบคู่กับเทรนด์ Wellness ของโลก จากเดิมที่เน้นเรื่องความสมดุลของร่างกาย (Balance Body) พัฒนาไปสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Preventive Wellness) และกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของ Longevity หรือการมีชีวิตยืนยาวอย่างมีคุณภาพ

“Longevity ไม่ได้หมายถึงแค่การอายุยืน แต่เป็นเรื่องของการมีสุขภาพดี มีความสุข และใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพมากขึ้นในทุกวัน”

พัฒนพงศ์ กล่าว

พัฒนพงศ์ ระบุว่า ประเทศไทยมีต้นทุนทางวัฒนธรรมที่สอดคล้องกับแนวคิดดังกล่าว ทั้งเรื่องความเอื้อเฟื้อ การให้ความสำคัญกับครอบครัว การเคารพผู้อาวุโส และการมีวัดเป็นศูนย์กลางทางจิตใจ ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นสินทรัพย์ทางเศรษฐกิจของอุตสาหกรรม Wellness ได้

โควิด-19 เปลี่ยนพฤติกรรมผู้บริโภค

ผู้บริหาร Divana มองว่า จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นหลังสถานการณ์โควิด-19 เมื่อการดูแลสุขภาพไม่ใช่ทางเลือกหรือความหรูหราอีกต่อไป แต่กลายเป็นสิ่งจำเป็นของชีวิตประจำวัน ขณะเดียวกัน การเข้ามาของ AI และเทคโนโลยีดิจิทัล ยังทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงองค์ความรู้ด้านสุขภาพได้รวดเร็วขึ้น ส่งผลให้ความต้องการด้าน Wellness มีความซับซ้อนและเฉพาะบุคคลมากขึ้น ผู้ประกอบการจึงต้องปรับตัวให้ทันกับพฤติกรรมของคนรุ่นใหม่

เปิด ‘divana Komorebi’ โมเดลใหม่แห่ง Wellness Hospitality

การเปิดตัว ‘divana Komorebiง ภายในโรงแรมแกรนด์ นิกโก้ กรุงเทพฯ สาทร ถือเป็นก้าวสำคัญของ Divana ในการขยายธุรกิจสู่กลุ่ม Luxury Wellness และ Hospitality Lifestyle

Komorebi เป็นคำภาษาญี่ปุ่นที่หมายถึง “แสงแดดที่ลอดผ่านใบไม้” ซึ่งถูกนำมาตีความใหม่ภายใต้แนวคิด “Where Light Meets Stillness” หรือพื้นที่แห่งความสงบที่ซ่อนอยู่ท่ามกลางชีวิตเมืองอันเร่งรีบ

Divana วางตำแหน่ง Komorebi ให้เป็นมากกว่าสปา โดยเป็น “Urban Wellness Sanctuary” ที่ผสมผสานศาสตร์สปาไทย กลิ่นบำบัด การออกแบบพื้นที่ แสง สี และบรรยากาศ เพื่อสร้างประสบการณ์ฟื้นฟูทั้งร่างกายและจิตใจ

ผสาน Thai Wellness กับ Japanese Hospitality

ธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการตลาดและผู้ร่วมก่อตั้ง Divana กล่าวว่า ความร่วมมือกับโรงแรมแกรนด์ นิกโก้ สาทร ไม่ใช่เพียงการเปิดสาขาสปาใหม่ แต่เป็นการสร้างต้นแบบของ Wellness Hospitality โดยบริษัทเข้าไปออกแบบประสบการณ์ด้าน Wellness ให้กับโรงแรมในหลายมิติ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ภายในห้องพัก พื้นที่จำหน่ายสินค้า ไปจนถึงบริการสปาแบบครบวงจร

“เราเชื่อว่าการผสาน Thai Wellness Experience เข้ากับ Japanese Hospitality จะสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับธุรกิจโรงแรมและเวลเนสในประเทศไทย”

ธเนศ กล่าว

เจาะ 4 กลุ่มลูกค้าหลัก

Divana วางกลยุทธ์รองรับลูกค้า 4 กลุ่มสำคัญ ได้แก่
• Urbanized People หรือคนเมืองที่เผชิญความเครียดและภาวะหมดไฟ
• Wellness Seekers ผู้แสวงหาการดูแลสุขภาพเชิงลึก
• Business Travelers นักเดินทางเพื่อธุรกิจ
• Global Tourists นักท่องเที่ยวต่างชาติระดับพรีเมียม

ขณะเดียวกัน โครงการยังมุ่งตอบโจทย์กลุ่ม Japanese Expat ที่อาศัยอยู่ในกรุงเทพฯ ซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของโรงแรมและย่านสาทร

Sensory Design จุดขายใหม่ในตลาด Premium Wellness

หนึ่งในจุดแข็งสำคัญของ Divana คือการออกแบบประสบการณ์ผ่านประสาทสัมผัส หรือ Sensory Design

บริษัทนำองค์ความรู้ด้าน Color Therapy, Light Therapy และ Ambient Design มาใช้ร่วมกับศาสตร์กลิ่นบำบัด เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่ช่วยลดความเครียดและส่งเสริมความสมดุลทางอารมณ์

นอกจากนี้ ยังพัฒนา Signature Aromatherapy Collection และโปรแกรม Personalized Wellness ที่ออกแบบให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคลมากขึ้น

รุก Corporate Wellness รับดีมานด์องค์กร

นอกเหนือจากกลุ่มลูกค้ารายบุคคล Divana ยังมองเห็นโอกาสจากตลาด Corporate Wellness ซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยบริษัทเตรียมพัฒนาแพ็กเกจสำหรับองค์กรในย่านสาทร-สีลม เพื่อรองรับความต้องการด้าน Employee Well-being ของภาคธุรกิจ ที่เริ่มให้ความสำคัญกับสุขภาพจิต ความเครียด และคุณภาพชีวิตของพนักงานมากขึ้น

ปรับโมเดลรายได้ สู่ Ecosystem แห่งสุขภาพ

Divana อยู่ระหว่างการปรับโครงสร้างธุรกิจจากผู้ให้บริการสปา ไปสู่การเป็น Wellness Ecosystem อย่างเต็มรูปแบบ

ในอดีต รายได้หลักกว่า 70-80% มาจากธุรกิจสปา แต่ปัจจุบันสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรีเทลเพิ่มขึ้นจนอยู่ในระดับ 50% เทียบเท่าธุรกิจบริการ

บริษัทตั้งเป้าขยายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจรีเทลให้สูงถึง 80% ในอนาคต ผ่านการพัฒนาสินค้า Wellness และ Lifestyle ที่ลูกค้าสามารถนำประสบการณ์จากสปาไปต่อยอดการดูแลสุขภาพที่บ้านได้

เดินหน้าส่งออก “Crafted Wellness” สู่ตลาดโลก

นอกจากการเติบโตในประเทศ Divana ยังเตรียมขยายแบรนด์สู่ตลาดต่างประเทศภายใต้แนวคิด ‘Crafted Wellness’ โดยเป้าหมายสำคัญอยู่ที่ญี่ปุ่น จีน ตะวันออกกลาง อเมริกาเหนือ อาเซียน และยุโรป โดยร่วมมือกับพันธมิตรระดับโลกด้าน Hotel Amenities เพื่อผลักดันแบรนด์เข้าสู่โรงแรมระดับ 5 ดาวทั่วโลก

จุดต่างสำคัญคือ Divana ไม่ได้มุ่งส่งออกเฉพาะสินค้า แต่ต้องการส่งออก ‘ระบบนิเวศแห่งสุขภาพ’ และประสบการณ์ Wellness ในแบบไทยสู่ตลาดโลก

เป้าหมายโต 25% ต่อปี

สำหรับทิศทางธุรกิจในระยะต่อจากนี้ Divana ตั้งเป้าการเติบโตเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 25% ต่อปี และมีเป้าหมายเพิ่มยอดขายเป็น 4 เท่าภายใน 5 ปี โดยมี Wellness Hospitality, Retail, Experience Business และ Strategic Partnership เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กรสู่การเป็นแบรนด์ Wellness ระดับสากล

มุ่งสู่ No Waste ภายในปี 2030

 นอกจากการขยายธุรกิจด้าน Wellness แล้ว Divana ยังให้ความสำคัญกับกลยุทธ์ด้านความยั่งยืน (Sustainability) โดยยึดแนวคิดว่า “ความสุขที่แท้จริง” ต้องเกิดขึ้นควบคู่กับการไม่สร้างผลกระทบต่อผู้คน สังคม และสิ่งแวดล้อม สะท้อนผ่านแนวคิดหลักของแบรนด์ที่ประกอบด้วย Wellness, Hospitality และ Natural ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์

ปัจจุบันบริษัทเริ่มนำบรรจุภัณฑ์ประเภท PCR (Post-Consumer Recycled) มาใช้มากขึ้น ควบคู่กับการลดการใช้วัสดุที่ไม่จำเป็น รวมถึงพัฒนาเสื้อคลุมสปาและยูนิฟอร์มพนักงานจากวัสดุอัปไซเคิลภายใต้โครงการ “For Earth” พร้อมตั้งเป้าภายในปี 2030 ให้ผลิตภัณฑ์และกระบวนการดำเนินงานทั้งหมดมุ่งสู่แนวทาง No Waste และการนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์สูงสุด แม้ว่าวัสดุรักษ์โลกจะยังมีต้นทุนสูงกว่าวัสดุทั่วไป แต่บริษัทยืนยันว่าจะไม่ผลักภาระดังกล่าวไปยังผู้บริโภค และเชื่อว่าเทคโนโลยีในอนาคตจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงโซลูชันด้านสิ่งแวดล้อมได้มากขึ้น

การเปิดตัว divana Komorebi ภายในโรงแรมแกรนด์ นิกโก้ กรุงเทพฯ สาทร จึงสะท้อนมากกว่าการเปิดสปาแห่งใหม่ แต่เป็นภาพของการยกระดับธุรกิจ Wellness ไทยสู่โมเดลเศรษฐกิจสุขภาพแห่งอนาคต ที่เชื่อมโยงการท่องเที่ยว การบริการ และคุณภาพชีวิตเข้าไว้ด้วยกันอย่างครบวงจร

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์