divana แบรนด์เครื่องหอมไทย เดินเกมรุก Soft Power อย่างมีชั้นเชิง เปิดประสบการณ์ใหม่รับปีม้า ผ่าน Pop-up Store แนวคิด “Ashva of Wealth - ม้ามั่งมี” ในช่วงเทศกาลตรุษจีน สะท้อนภาพอุตสาหกรรมกลิ่นที่กำลังเติบโตควบคู่เทรนด์สุขภาวะ พร้อมประกาศทิศทางการเติบโตปี 2569 ด้วยยุทธศาสตร์ ‘กลิ่น คู่ สุขภาวะ’
ท่ามกลางกระแส Soft Power ไทยที่กำลังได้รับความสนใจในเวทีโลก divana เลือกใช้ ‘กลิ่น’ เป็นเครื่องมือสื่อสารอัตลักษณ์และคุณค่าความเป็นไทย ผ่านการเปิดตัว divana Pop-up Store ภายใต้แนวคิด “Ashva of Wealth - ม้ามั่งมี” ณ EM Gallery ชั้น M ดิ เอ็มโพเรียม

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในจังหวะที่ตลาดเครื่องหอมโลกยังขยายตัวต่อเนื่อง รายงานของ Global Market Insights ระบุว่า มูลค่าตลาดเครื่องหอมทั่วโลกในปี 2025 อยู่ที่ 84.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 88.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2026 เติบโตเฉลี่ยราว 5.4% โดยเอเชีย-แปซิฟิกยังเป็นภูมิภาคดาวรุ่ง

พัฒนพงศ์ รานุรักษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร divana กล่าวว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้มองหากลิ่นที่ ‘หอม’ เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการกลิ่นที่ ‘ตอบโจทย์ชีวิต’ น้ำหอมจึงกลายเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลอารมณ์และสุขภาวะ เทรนด์สำคัญอย่าง Gourmand & Elevated Gourmand, Scent Layering, Genderless Fragrance, Skin Scent รวมถึงแนวคิด Clean, Natural และ Sustainable กำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของอุตสาหกรรม
Pop-up Store “Ashva of Wealth - ม้ามั่งมี” ถูกออกแบบให้กลิ่นทำหน้าที่เสมือน “คำอวยพรชีวิต” ผ่านสัญลักษณ์ม้าแห่งพลัง ความมั่งคั่ง และความยืนยาว พร้อมเปิดตัว Chinese New Year Exclusive Gift Set ‘Ashva of Wealth’ Limited Edition ราคา 8,888 บาท ที่ชูจุดขาย Room Diffuser - Absolute Edition กลิ่น Sunrise และ Snowdrop ให้ความหอมยาวนานสูงสุด 8,888 ชั่วโมง และการันตีเติมกลิ่นหากจางก่อนกำหนด

ด้านธเนศ จิระเสวกดิลก ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานการตลาด ระบุว่า กลยุทธ์ปีนี้มุ่งขยาย ‘ประสบการณ์แบรนด์’ ควบคู่ผลิตภัณฑ์ โดยล่าสุดเปิด divana Perfumery & Café ที่ CentralWorld ชั้น 1 สะท้อนการผสานศาสตร์กลิ่นเข้ากับไลฟ์สไตล์สมัยใหม่ พร้อมโฟกัส Eau de Parfum ระดับพรีเมียม และ Personalised Fragrance

นอกเหนือจากรีเทล divana ยังวางหมากเติบโตระยะ 2025–2026 สู่การเป็น Global Wellness & Longevity Platform โดยใช้ “Thai Wellness Wisdom” เป็นแกนหลัก ปักหมุดตลาดสำคัญทั้ง ประเทศจีน, ตะวันออกกลาง และ สหรัฐอเมริกา ผ่านความร่วมมือกับธุรกิจรีเทล สปา โรงแรม และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์
ในไตรมาส 2 ปีนี้ แบรนด์เตรียมเปิดโมเดล Wellbeing Lifestyle Integration ร่วมกับโรงแรมระดับ 5 ดาว ใจกลางกรุงเทพฯ ตอกย้ำทิศทางการเปลี่ยนผ่านจาก ‘Luxury Service’ สู่ “Wellbeing-Centric Lifestyle Destination”
ภาพรวมการขยายบทบาทครั้งนี้สะท้อนว่า divana ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์เครื่องหอม แต่กำลังวางตำแหน่งเป็น Luxury Wellness & Longevity Ecosystem ที่ใช้ ‘กลิ่น’ เป็น Soft Power เชื่อมโยงความหมายสุขภาวะ และความเป็นไทยสู่เวทีสากล





