จับสัญญาณ แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ฝันร้ายระบบประกันสุขภาพ

6 ก.ย. 2569 - 09:44

  • ปัจจุบัน ประชากรไทยกว่า 99.9% มีหลักประกันสุขภาพจากภาครัฐในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และประมาณ 73-74% อยู่ภายใต้สิทธิบัตรทองโดยตรง

  • ในปีงบประมาณ 2566 สปสช. ดูแลผู้มีสิทธิราว 47.73 ล้านคน ด้วยงบประมาณกว่า 142,297 ล้านบาท หรือคิดเป็นงบเหมาจ่ายรายหัวประมาณ 3,901 บาทต่อคนต่อปี

  • เมื่อระบบนี้ใช้งานมานานแล้ว หากระบบไม่ทันสมัย ควรปรับระบบ มากกว่าการยกเลิกระบบบริการสุขภาพ

จับสัญญาณ แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ฝันร้ายระบบประกันสุขภาพ

ปัจจุบัน ประชากรไทยกว่า 99.9% มีหลักประกันสุขภาพจากภาครัฐในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง และประมาณ 73-74% อยู่ภายใต้สิทธิบัตรทองโดยตรง ในปีงบประมาณ 2566 สปสช. ดูแลผู้มีสิทธิราว 47.73 ล้านคน ด้วยงบประมาณกว่า 142,297 ล้านบาท หรือคิดเป็นงบเหมาจ่ายรายหัวประมาณ 3,901 บาทต่อคนต่อปี

ระบบครอบคลุมตั้งแต่การตรวจโรคทั่วไป การดูแลแม่และเด็ก การรักษาโรคเรื้อรัง การผ่าตัด ไปจนถึงบริการสำหรับโรคค่าใช้จ่ายสูงอย่างการบำบัดทดแทนไต (Renal Replacement Therapy) ซึ่งรัฐบรรจุไว้ในชุดสิทธิประโยชน์แม้จะไม่ผ่านเกณฑ์ความคุ้มค่าเชิงเศรษฐศาสตร์แบบปกติ เพราะตระหนักดีว่าหากปล่อยให้ครอบครัวผู้ป่วยโรคไตจ่ายเอง หลายบ้านจะล้มละลาย

ประเทศไทยจึงกลายเป็นกรณีศึกษาที่ถูกยกมาอ้างอิงในระดับนานาชาติว่าประเทศกำลังพัฒนาสามารถสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าได้จริง โดยไม่ต้องรอให้ร่ำรวยก่อน

สัญญาณที่น่าสะพรึง 

มีการส่งสัญญาณ ถึงการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่อาจจะไม่มีบัตรทอง อาจจะไม่มี 30 บาท รักษาทุกโรคอีกต่อไป ท่ามกลางวิกฤตโรงพยาบาลขาดงบประมาณ หมอ-พยาบาลล้า และคิวตรวจที่ยาวเหยียด ปัญหาเหล่านี้กลับกำลังถูกนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการรื้อกฎหมาย มากกว่าการแก้ที่ระบบบริหารจัดการ โดยมี 4 จุดเสี่ยงสำคัญ ที่อาจสั่นคลอนสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนกว่า 47 ล้านคน

4 จุดเสี่ยง สิทธิถดถอย-เปิดช่องเก็บเงิน

ข้อเสนอแก้ไขกฎหมายที่กำลังเป็นประเด็นร้อน ถูกตั้งข้อสังเกตถึงผลกระทบเชิงโครงสร้างอย่างรุนแรง เปลี่ยนนิยามสิทธิเป็น "สิทธิประโยชน์พื้นฐาน" จากเดิมที่ครอบคลุมการรักษาทั่วไป เว้นแต่มีข้อกำหนดข้อยกเว้น การบีบกรอบเหลือเพียง "ขั้นพื้นฐาน" อาจเปิดช่องไปสู่ระบบ ร่วมจ่าย (Co-payment) ผลักดันให้ยานวัตกรรม หรือเทคโนโลยีการรักษาสมัยใหม่กลายเป็น "สิทธิเพิ่มเติม" ที่ประชาชนต้องจ่ายเงินเพิ่มเอง

ล้วงเงินกองทุนจ่ายงบประจำ เปิดช่องให้นำงบ สปสช. ไปจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ เงินเดือน หรือสิ่งก่อสร้างของโรงพยาบาล ถือเป็นการดึงเงินส่วนที่ควรใช้รักษาชีวิตประชาชนไปใช้อย่างผิดวัตถุประสงค์

รวบอำนาจการเมือง ลดเสียงประชาชน ปรับโครงสร้างบอร์ด สปสช. โดยเพิ่มสัดส่วนฝั่งผู้ให้บริการ ลดสัดส่วนภาคประชาชนและผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งทำลายกลไกคานอำนาจและถ่วงดุลที่ดำเนินมาตลอด 20 ปี

เพิ่มอำนาจสั่งการการเมือง ให้อำนาจรัฐมนตรีเข้ามาแทรกแซงการบริหารจัดการกองทุนที่มีมูลค่าสูงกว่า 270,000 ล้านบาทต่อปี

ไร้ทุกบัตร คนจนจะทำอย่างไร?”

หากร่างแก้ไขกฎหมายฉบับนี้ผ่านและถูกนำมาใช้จริง ผลกระทบระลอกคลื่น (Ripple Effect) จะตกใส่กลุ่มคนที่เปราะบางที่สุดในสังคมทันที

คนจนและผู้ป่วยเรื้อรังหลุดจากระบบ ผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ป่วยโรคไต หรือผู้ป่วยเรื้อรังที่ต้องใช้ยารักษาต่อเนื่อง หากต้อง "ร่วมจ่าย" แม้เพียงเล็กน้อย ก็กลายเป็นภาระสะสมจนต้องหยุดยา ดื้อยา หรือละทิ้งการรักษาในที่สุด

ความเหลื่อมล้ำทางสุขภาพลึกขึ้น การรักษาพยาบาลจะไม่ขึ้นอยู่กับ "ความจำเป็นทางการแพทย์" อีกต่อไป แต่ขึ้นอยู่กับ "กำลังจ่ายในกระเป๋า" ใครมีเงินได้ยาดี ใครไร้เงินตกรอบ

โรงพยาบาลไม่ตอบโจทย์ แถมภาระเพิ่ม การเก็บเงิน ณ จุดบริการไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาแพทย์ล้า แต่เพิ่มงานธุรการและเอกสารให้บุคลากรการแพทย์ ขณะที่งบรักษาจริงโดนดึงไปจ่ายค่าน้ำไฟ

ทางออกที่ถูกจุด ปรับระบบบริการ ไม่ใช่รื้อกฎหมาย

ผู้เชี่ยวชาญและภาคประชาสังคมยืนยันตรงกันว่า ปัญหาโรงพยาบาลแออัดและงบประมาณไม่พอ สามารถแก้ไขได้โดย ไม่ต้องแก้ พ.ร.บ. แต่ต้องเร่งปรับปรุงระบบบริการ (Service Redesign)

กระจายผู้ป่วยออกจากโรงพยาบาลใหญ่ เร่งพัฒนาระบบหมอประจำครอบครัว (Smart Family Clinic) และส่งเสริมการดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่บ้าน เพื่อลดการครองเตียง ICU และลดต้นทุนโรงพยาบาล

คำนวณงบประมาณตามภาระงานจริง ปรับสูตรจัดสรรงบประมาณระหว่าง สปสช. และสำนักงบประมาณให้สะท้อนโครงสร้างสังคมสูงวัย

เติมเงินผ่านระบบภาษี หากระบบต้องการงบเพิ่ม ควรจัดเก็บผ่านภาษีสุขภาพขณะที่ประชาชนยังแข็งแรง ไม่ใช่ไปรีดเค้นเก็บเงินหน้าห้องตรวจในวันที่ประชาชนเจ็บป่วย

ในวันที่ต้องรอ ความชัดเจน ที่ยังไม่เกิดขึ้น ด้วยสภาวะเศรษฐกิจและปัญหารุมเร้า การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุแบบสมบรูณ์ รัฐจัดเก็บงบประมาณไม่ได้ตามเป้าปัญหาที่เหนือความคาดหมายจากความเปลี่ยนแปลงสภาดภูมิอากาศ คนป่วยด้วยโรคภัยที่รุนแรงเพิ่มมากขึ้นและต้องการระบบที่จะสร้างความมั่นใจได้ สำหรับประชาชนชาวไทย โดยเฉพาะคนยากคนจน เรากำลังอยู่ในช่วงที่เปราะบางและขับขันสุดๆ

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


จับสัญญาณ แก้ พ.ร.บ.บัตรทอง ฝันร้ายระบบประกันสุขภาพ