ถอดรหัส ‘น้ำท่วมภูเก็ต’ ปัญหาพัฒนาเมือง แนะ รื้อโครงสร้างระบายน้ำ

30 ต.ค. 2569 - 12:16

  • ทางออกระยะยาวในการปรับโครงสร้างทางน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างจริงจัง

  • ปัญหากรรมสิทธิ์ที่ดินของภูเก็ต ทำให้การแก้ไขปัญหาด้วยการปรับโครงสร้างการใช้ที่ดินใหม่ทำได้ยาก

  • สิ่งที่ทำได้ดีที่สุดคือ ระบบแจ้งเตือนที่เข็มแข็ง และการจัดการการระบายน้ำไม่ให้น้ำขังอยู่ในจุดใดจุดหนึ่งนานเกินไป

ถอดรหัส ‘น้ำท่วมภูเก็ต’ ปัญหาพัฒนาเมือง แนะ รื้อโครงสร้างระบายน้ำ

ไพฑูรย์ เก่งการช่าง รองเลขาธิการ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ถอดรหัส น้ำท่วม เมืองภูเก็ต จากประสบการณ์ คนในพื้นที่ ระบุ ปัญหาอุทกภัยในเมืองท่องเที่ยวระดับโลกอย่าง ‘ภูเก็ต’ เป็นโจทย์ใหญ่ที่สะท้อนความเปราะบางของการจัดการพื้นที่เมืองท่ามกลางสภาพภูมิประเทศที่เป็นเกาะและภูเขาสูง 

โฆษก สทนช. ได้ฉายภาพวิเคราะห์สถานการณ์ พร้อมชี้ถึงทางออกระยะยาวในการปรับโครงสร้างทางน้ำและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างจริงจัง ว่า เหตุผลที่ ‘ภูเก็ต’ น้ำท่วมซ้ำซาก มาจากลักษณะทางกายภาพของภูเก็ตมีความเฉพาะตัวสูง พื้นที่ส่วนใหญ่เป็นเกาะและมีภูเขาสูง ดินในพื้นที่โดยทั่วไปเป็นหินทรายและหินกะสัด ที่มีลักษณะเป็นดินที่มีความเชื่อมแน่นต่ำ (Non-cohesive soil) และมีก้อนหินขนาดใหญ่อยู่ในโครงสร้างดิน 

“ จากประสบการณ์เคยอยู่ภูเก็ตมาห้าปี พอฝนตกหนัก น้ำฝนจะไหลหลากและท่วมขังอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในพื้นที่ราบลุ่มต่ำริมหาด เช่น หาดป่าตอง หาดกมลา และหาดราไวย์”

การใช้ประโยชน์ที่ดินเปลี่ยนไป เมืองเติบโตเร็ว

"เมื่อก่อนน้ำฝนตกลงมาจะซึมลงดินหรือแผ่กระจายตัวเป็นฟิล์มเคลือบผิวลงมา แต่ปัจจุบันเมื่อมีการพัฒนาเมือง มีการทำถนนและรวบรวมน้ำจากผิวจราจรให้ไหลมารวมกันในจุดเดียวเป็นเวลานาน น้ำที่เคยกระจายตัวจึงกลายเป็น'ร่องน้ำ' และไหลบ่าลงมากัดเซาะพังทลาย กลายเป็นดินโคลนถล่ม (โดมิโน) ในพื้นที่เสี่ยง เช่น ป่าตอง หรือกะหลิมเหมือนกับภาพสะท้อนที่เคยเกิดขึ้นในหลายพื้นที่" ไพฑูรย์ 

ทางออก รื้อ จัดระเบียบ กระจายน้ำ

การแก้ปัญหาน้ำท่วมในภูเก็ตไม่สามารถทำได้ด้วยมาตรการเฉพาะหน้าเพียงอย่างเดียว แต่ต้องปรับโครงสร้างพื้นฐานขนานใหญ่ 

บังคับใช้ผังเมืองและควบคุมการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างเข้มงวด

ต้องกำหนดความลาดชันและพื้นที่ห้ามก่อสร้างอย่างเด็ดขาด พื้นที่ใดมีความลาดชันสูงต้องควบคุมการใช้ประโยชน์อย่างเข้มงวด และในกรณีที่จำเป็นต้องมีการรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างที่กีดขวางทางน้ำ ก็ต้องกล้าดำเนินการ

จัดระเบียบทางน้ำใหม่ทั้งระบบ ปรับปรุงเส้นทางเดินของน้ำไม่ให้ไหลมารวมกัน ณ จุดใดจุดหนึ่งมากเกินขีดความสามารถในการระบายน้ำ พร้อมทั้งกระจายโหลดของน้ำออกจากพื้นที่เสี่ยง

ตัดตอนและลดความเร็วของกระแสน้ำ: การตัดถนนหรือสิ่งก่อสร้างในอดีตเปรียบเสมือนการสร้างคูคลองกลายๆ จำเป็นต้องมีการตัดลดปริมาณน้ำริมถนนไม่ให้ไหลมารวมกันเป็นกระแสใหญ่ที่รุนแรง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดดินโคลนถล่ม

ความท้าทาย ‘กรรมสิทธิ์ที่ดิน’ และทางเดินนโยบายอนาคต

โจทย์ที่ยากที่สุดในการแก้ปัญหาคือ ‘กรรมสิทธิ์ที่ดิน’ ในภูเก็ต มีราคาสูงและมีความซับซ้อนมาก ประชาชนและผู้ถือครองกรรมสิทธิ์ส่วนใหญ่ไม่ยอมเสียสละที่ดินง่ายๆ แม้ว่าภาครัฐต้องการทำโครงการขยายคลองหรือจัดระบบทางน้ำใหม่ก็ตาม

“ การทำโครงการในพื้นที่ภูเก็ตมีความเหมือนกับเมืองใหญ่อื่นๆ คือเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดินที่ทุกคนมีเอกสารสิทธิ์ การจะดึงพื้นที่คืนเพื่อทำทางน้ำหรือแก้มลิงไม่ใช่เรื่องง่าย ทุกคนไม่อยากเสียที่ดิน ”

ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำควบคู่กันไปคือ'การเฝ้าระวังเชิงรุกที่เข้มข้นขึ้น' การมีระบบเตือนภัยที่ดี เตรียมมาตรการเยียวยา ควบคู่กับการทยอยจัดระเบียบทางน้ำในจุดวิกฤตอย่างเป็นระบบ" โฆษก สทนช. ทิ้งท้าย

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์