ตลาดเดือนธันวาคมถือว่าเป็นจังหวะที่ทุกคนต่างจับตาว่าจะออก Bull หรือ Bear ขณะที่ตลาดได้รับแรงหนุนที่ชัดเจนจากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่คาดว่า Fed จะเข้าสู่ดอกเบี้ยขาลง ทว่า M2 กลับเกิด Divergence โดยไหลเข้าสู่ทองคำ เงิน และหุ้นกลุ่มเอไอมากกว่า ที่ยิ่งไปกว่านั้น จะเห็นว่า 4-year cycle ได้เปลี่ยนรูปแบบไปแล้ว การลงทุนเข้าถึงเฉพาะโปรเจกต์ที่พื้นฐานแกร่งและมีผู้ใช้งานจริงเท่านั้น ทั้งนี้ ยังเห็นสัญญาณความระมัดระวังจากนักลงทุน และคาดว่าเดือนธันวาคมตลาดจะปิดเขียว ซึ่งคาดว่าเพื่อสะสมกำลังรอปัจจัยบวกครั้งใหญ่ในปี 2026
1. ภาพรวมเศรษฐกิจโลก (Macroeconomics): ปัจจัยหลักที่กำหนดทิศทางตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล
- ญี่ปุ่น (BOJ) กับนโยบายดอกเบี้ย: การปรับขึ้นดอกเบี้ยของญี่ปุ่นส่งผลกระทบโดยตรงต่อ Carry Trade (การกู้เงินเยนดอกเบี้ยต่ำไปลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงอื่น) เมื่อต้นทุนการกู้ยืมสูงขึ้น นักลงทุนจำเป็นต้องขายสินทรัพย์เสี่ยงเพื่อนำเงินกลับไปคืนหนี้ ส่งผลให้ Fund Flow ไหลกลับญี่ปุ่น (Repatriation) กดดันตลาดหุ้น Tech และ Crypto อย่างไรก็ตาม ผลกระทบระลอกนี้อาจไม่รุนแรงเท่าครั้งแรก เพราะตลาดได้รับรู้ข่าวสาร (Priced-in) และเตรียมรับมือไว้บ้างแล้ว
- สหรัฐฯ (Fed) และอิทธิพลของ Trump:
- ดอกเบี้ยขาลง: ทิศทางชัดเจน ตลาดคาดการณ์ปีหน้าอาจลดดอกเบี้ย 3-4 ครั้ง
- Kevin Hassett (ตัวเต็งประธาน Fed คนใหม่): เป็นคนที่ Trump เลือก ซึ่งมีแนวโน้มดำเนินนโยบายแบบ Dovish/Aggressive คือเน้นอัดฉีดและกระตุ้นเศรษฐกิจ โดยไม่กังวลเรื่องเงินเฟ้อเท่ากับ Powell ชุดปัจจุบัน ซึ่งเป็นผลดีต่อสินทรัพย์เสี่ยง
- สภาพคล่อง (M2): ปกติเมื่อ M2 (ปริมาณเงินในระบบ) เพิ่มขึ้น Bitcoin มักจะวิ่งตาม แต่รอบนี้เกิด Divergence (ความขัดแย้งของข้อมูล) เงินใหม่ที่ถูกอัดฉีดเข้ามาไม่ได้ไหลเข้าตลาด Crypto แต่กลับไหลไปที่ ทองคำ, Silver และหุ้นกลุ่ม AI แทน (Mindshare Shifting)
สิ่งที่กราฟด้านล่างนี้กำลังบอกคือ Bitcoin มักตอบสนองต่อ M2 แบบมีระยะหน่วง คือจะไม่ได้ขึ้นพร้อมกันทันที หลายครั้งที่ใช้เวลา 3-6 เดือน หลังทิศทางนโยบายการเงินเริ่มผ่อนคลายจริง ราคาถึงจะสะท้อนผลของสภาพคล่องอย่างชัดเจน สำหรับรอบนี้จะแตกต่างจากอดีตพอสมควร เรากำลังอยู่ในช่วงปลาย QT ขณะที่ Bitcoin ผ่าน Halving มาแล้ว และโครงสร้างตลาดมีสถาบันและ ETF เข้ามารองรับมากขึ้น ดังนั้น M2 ที่เริ่มขยายตัว ไม่ใช่สัญญาณว่าราคาจะพุ่งทันที แต่เป็นสัญญาณว่า “ฐานของรอบถัดไปกำลังค่อยๆ ถูกสร้าง” M2 กำลังเป็นเชื้อเพลิงระยะยาว ไม่ใช่ปุ่มกดราคาในระยะสั้น

2. เจาะประเด็น AI Bubble: ฟองสบู่จะแตกไหม?
Binance TH Academy วิเคราะห์ว่า "ยังไม่ใช่ฟองสบู่" โดยยก 4 เหตุผลสนับสนุน:
- กราฟไม่ชันระดับ Parabolic: เมื่อเทียบกับยุค Dot-com Bubble ความชันของการขึ้นราคายังถือว่าเติบโตอย่างค่อยเป็นค่อยไปกว่า
- Small Cap ยังไม่วิ่ง: ลักษณะของฟองสบู่คือ "หุ้นตัวเล็กตัวน้อย" ต้องวิ่งกันระนาว แต่รอบนี้การเติบโตกระจุกตัวอยู่แค่หุ้นใหญ่ (Big Tech)
- ขึ้นด้วยพื้นฐาน (Real Earnings): ราคาหุ้นที่ขึ้นมา มีรายได้และกำไรจาก User ใช้งานจริงรองรับ (Adoption สูง เช่น คนทั่วไปเริ่มใช้ ChatGPT ในชีวิตประจำวัน) ไม่ใช่การเก็งกำไรล้วนๆ
- Sentiment ยังเต็มไปด้วยความกลัว: Google Trends คำว่า "AI Bubble" พุ่งสูง แสดงว่าคนยังระมัดระวัง (Caution) ต่างจากยอดพีคของฟองสบู่ที่คนมักค้นหาคำว่า "Buy..." (Greed)
3. วัฏจักร 4 ปี (4-Year Cycle) และ Altcoin Season
- Binance TH Academy มองว่า 4-Year Cycle จบไปแล้ว หรือเปลี่ยนรูปแบบไป เนื่องจากการเข้ามาของ Spot ETF และสถาบันการเงินรายใหญ่ รวมถึงการยอมรับในระดับประเทศ ทำให้โครงสร้างตลาดเปลี่ยน
- มองในมุมข้อมูลสถิติ หลัง Halving วันที่ 550 ตลาดมักจะร่วง แต่รอบนี้รูปแบบจะเป็น K-Shape Recovery คือ Bitcoin ไปต่อ (ขาขึ้นของ K) แต่ Altcoins ส่วนใหญ่จะซึมลง (ขาลงของ K)
- Altcoin Season นั้นถือว่า "ยากที่จะมาแบบยกแผง" เหมือนปี 2017 หรือ 2021 ที่หลับตาจิ้มตัวไหนก็กำไร สาเหตุเพราะ Supply ของ Altcoin ใหม่ๆ ทะลักเข้ามาในตลาดเยอะมาก เงินจึงไม่สามารถดันทุกตัวขึ้นพร้อมกันได้
- รอบนี้จะเป็นเกมของ Selective Play คือ เงินจะเลือกเข้าเฉพาะตัวที่มี พื้นฐานแกร่ง, มี User ใช้งานจริง และมีรายได้ (Real Yield) เท่านั้น
4. เจาะลึก On-Chain Data
- สัญญาณยังเป็น Mix Signal (ขัดแย้งกันเอง) จึงให้น้ำหนักน้อยในการตัดสินใจ
- Bearish (ลบ): Smart Money (Long-term Holders) เริ่มทยอย "รินขาย" ในช่วงราคาขาขึ้น (Distribution into strength) และต้นทุนเฉลี่ยของตลาดเริ่มเสียทรง
- Bullish (บวก): สัญญาณเตือนฟองสบู่ (Top Indicators) ยังไม่ทำงานเลยสักตัว บ่งบอกว่าตลาดยังไม่ถึงจุดพีค และยังมีพื้นที่ให้ไปต่อ
5. กลยุทธ์การคัดเลือกเหรียญ (Selection Strategy)
- 3 Criteria การเลือก:
- ผู้บริหาร (Management): ต้องเก่ง มีวิสัยทัศน์ และ "ใจถึง" ยอมเสียสละเพื่อ Ecosystem (ยกเคส CZ ยอมจ่ายค่าปรับและติดคุก เพื่อรักษา Binance ให้ไปต่อได้)
- Ecosystem: ต้องใหญ่ แข็งแรง และมีการพัฒนาต่อเนื่อง
- Real Users: ต้องตอบคำถามให้ได้ว่า "อีก 5 ปีข้างหน้า User จะยังโตขึ้นไหม?"
6. ความเสี่ยงที่ต้องระวัง (Key Risks)
- Stagflation: ภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองแต่เงินเฟ้อสูง ซึ่งเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่แก้ได้ยาก อาจเป็นผลกระทบลูกโซ่จากนโยบายกำแพงภาษี (Tariff) ของ Trump ที่ทำให้ต้นทุนสินค้าพุ่งสูงขึ้น
- Geopolitics: จับตาความขัดแย้งจีน-ไต้หวัน หรือสถานการณ์ตึงเครียดในเอเชีย
บทสรุปส่งท้าย (December Outlook)
"เดือนธันวาคมน่าจะปิดเขียว" (ราคาปิดสูงกว่าราคาเปิด ~$86k) อย่างไรก็ตาม อาจจะ ยังไม่เห็น New All Time High ในเดือนนี้ ให้มองว่าเป็นการพักฐานเพื่อสะสมกำลังรอปัจจัยบวกใหญ่ในปีหน้า
Monthly Market Outlook ประจำเดือนธันวาคม 2568 โดย Binance TH Academy


