AI ช่วยค้นพบช่องโหว่ที่ซ่อนมานาน เสี่ยงเปิดทางแฮกเกอร์ยึดเซิร์ฟเวอร์และเข้าถึงฐานข้อมูล ผู้ดูแลเว็บไซต์ต้องเร่งอุดช่องโหว่ก่อนถูกโจมตี
เมื่อภาษาโปรแกรมที่อยู่เบื้องหลังเว็บไซต์จำนวนมากทั่วโลกถูกพบช่องโหว่ระดับวิกฤต ความเสี่ยงจึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่บริษัทเทคโนโลยี แต่ลามไปถึงเว็บไซต์ภาครัฐ ธุรกิจ และบริการออนไลน์ที่ประชาชนใช้งานในชีวิตประจำวัน
รายงานของ Reuters วันที่ 21 ตุลาคม 2569 ระบุว่า ผู้พัฒนาภาษา PHP เปิดตัวแพตช์แก้ไขช่องโหว่ร้ายแรง 2 รายการ หลังนักวิจัยด้านความปลอดภัยค้นพบปัญหาที่อาจเปิดทางให้แฮกเกอร์สั่งรันโค้ดบนเซิร์ฟเวอร์จากระยะไกลได้ โดยไม่จำเป็นต้องผ่านการยืนยันตัวตนก่อน
ช่องโหว่ดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อระบบที่ใช้ PHP ที่เป็นภาษาสำคัญในการพัฒนาเว็บไซต์ และถูกใช้งานร่วมกับระบบจัดการเนื้อหาอย่าง WordPress, Drupal และ Joomla ทำให้เว็บไซต์ที่ยังไม่ได้อัปเดตมีโอกาสเผชิญความเสี่ยง แม้ตัวเว็บไซต์จะไม่ได้พัฒนาระบบด้วยตนเองทั้งหมดก็ตาม
AI ช่วยค้นพบช่องโหว่ เพิ่มความเร็วให้การโจมตี
ประเด็นสำคัญของเหตุการณ์นี้ คือการใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ช่วยค้นหาช่องโหว่ที่ซ่อนอยู่ในระบบมานาน โดยนักวิจัยจาก Calif ทำงานร่วมกับ OpenAI และนักวิจัยจากบริษัท Wiz สามารถระบุช่องโหว่ที่มีความรุนแรงสูงได้
ข้อมูลจาก Wiz ระบุว่า ช่องโหว่ที่พบมีคะแนนความรุนแรงสูงสุดถึงระดับ CVSS 9.2 และอาจนำไปสู่การเข้าควบคุมระบบ การเข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาบนเว็บไซต์ได้ หากระบบที่ได้รับผลกระทบถูกโจมตีสำเร็จ
AI มีสองด้าน ด้านหนึ่งช่วยให้นักวิจัยตรวจพบข้อบกพร่องและพัฒนาแนวทางป้องกันได้เร็วขึ้น แต่อีกด้านหนึ่งก็อาจช่วยให้ผู้โจมตีวิเคราะห์แพตช์และพัฒนาเครื่องมือโจมตีระบบที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขได้รวดเร็วเช่นกัน
“ช่องโหว่ที่ตรวจพบถูกเรียกว่า PHP2Shell มีสองช่องทาง คือ CVE-2026-109618 โจมตีด้วยการยิงให้แรมหมด และ PHP มองข้อมูลที่พังกลายเป็นข้อมูลที่ใช้งานได้ จนนำไปสู่การรันโค้ด และ CVE-2026-109619 เป็นช่องโหว่การอ่านค่าภายในของ PHP แต่เมื่อ PHP คืนหน่วยความจำไปแล้วกลับขออ่านซ้ำได้ใหม่”
บางประเทศปิดเว็บไซต์ชั่วคราว ป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย
Reuters รายงานว่า หน่วยงานภาครัฐในหลายประเทศยุโรป รวมถึงเนเธอร์แลนด์ ฝรั่งเศส เดนมาร์ก และฟินแลนด์ ได้ปิดเว็บไซต์หรือระบบบางส่วนชั่วคราวเพื่อป้องกันความเสี่ยงและเร่งดำเนินการแก้ไขช่องโหว่
หน่วยงานด้านความมั่นคงไซเบอร์ของสหรัฐฯ ยังแนะนำให้องค์กรที่ใช้ PHP เร่งอัปเดตระบบทันที ส่วนกรณีที่ยังไม่สามารถแก้ไขได้อย่างปลอดภัย ควรพิจารณาปิดระบบที่มีความเสี่ยงชั่วคราวตามคำแนะนำของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
สิ่งที่องค์กรต้องทำทันที
ผู้ดูแลเว็บไซต์และระบบไอทีควรตรวจสอบเวอร์ชัน PHP ที่ใช้งานอยู่ พร้อมเร่งติดตั้งแพตช์ที่ตรงกับระบบ โดย PHP Foundation ประกาศอัปเดตแก้ไขเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569 ได้แก่
- PHP 8.5.12
- PHP 8.4.27
- PHP 8.3.36
- PHP 8.2.35
องค์กรควรตรวจสอบคำแนะนำอย่างเป็นทางการก่อนอัปเดตให้ตรงกับเวอร์ชันและสภาพแวดล้อมที่ใช้งาน พร้อมตรวจสอบบันทึกการเข้าถึงระบบและสัญญาณการบุกรุก เนื่องจากการติดตั้งแพตช์เพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากระบบถูกเจาะไปก่อนหน้านี้แล้ว
เหตุการณ์นี้สะท้อนว่า ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของเว็บไซต์เพียงหน้าเดียว แต่ยังขึ้นอยู่กับซอฟต์แวร์พื้นฐานที่อยู่เบื้องหลังด้วย และเมื่อ AI ทำให้การค้นหาช่องโหว่รวดเร็วขึ้น การอุดช่องโหว่และบริหารจัดการระบบให้ทันเวลาก็กลายเป็นโจทย์สำคัญของทุกองค์กรที่พึ่งพาบริการดิจิทัล
แหล่งข้อมูล: Reuters, PHP Foundation, PHP.net และ Wiz Research




