เมื่ออัลกอริทึมเป็นผู้กำหนดว่าสินค้าของใครจะถูกมองเห็น ร้านใดจะถูกแนะนำ และใครต้องจ่ายเพิ่ม เพื่อเข้าถึงลูกค้า การแข่งขันจึงไม่ได้เกิดขึ้นระหว่างผู้ประกอบการเท่านั้น แต่เกิดขึ้นระหว่าง SME กับเจ้าของแพลตฟอร์มที่เป็นทั้งผู้กำหนดกติกา กรรมการ และคู่แข่งในสนามเดียวกัน ถึงเวลาแล้วที่ กขค. ต้องเปิด ‘กล่องดำ’ และออกแนวปฏิบัติที่ทำให้อำนาจของแพลตฟอร์มอยู่ภายใต้การตรวจสอบ
ภารกิจของคณะอนุกรรมการพิจารณาแนวทางการกำกับดูแล และป้องปรามพฤติกรรมทางการค้าในธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล จะเป็นคนกลุ่มแรกที่อาสาเปิดกล่องดำแพลตฟอร์ม ประเทศไทยไม่ได้เริ่มต้นจากศูนย์ในการกำกับการแข่งขันบนแพลตฟอร์มดิจิทัล เพราะคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า หรือ กขค. ได้วางแนวปฏิบัติรองรับพฤติกรรมทางการค้าที่อาจไม่เป็นธรรมไว้แล้ว
ทั้งการใช้อัลกอริทึมจำกัดการมองเห็น การจัดอันดับอย่าง‘เลือกปฏิบัติ’ การเอื้อประโยชน์แก่สินค้าหรือบริการของแพลตฟอร์มเอง การใช้ข้อมูลของคู่ค้ามาสร้างความได้เปรียบ ตลอดจนการผูกบริการและกำหนดเงื่อนไขที่อาจ‘จำกัดเสรีภาพ’ของผู้ประกอบการ
นี่คือจุดเริ่มต้นที่สำคัญ เพราะอย่างน้อยที่สุด กติกาของไทยได้ยอมรับแล้วว่า อำนาจตลาดในโลกดิจิทัลไม่ได้ปรากฏอยู่เพียงในราคา สัญญา หรือส่วนแบ่งตลาด แต่อาจซ่อนอยู่ในระบบจัดอันดับ ระบบ‘ค้นหา’ ระบบ‘แนะนำ’สินค้า และการตัดสินใจอัตโนมัติที่กำหนดว่าใครจะ‘ถูกมองเห็น’ ใครจะเข้าถึงลูกค้า และใครจะค่อย ๆ หายไปจากตลาด
โจทย์ต่อจากนี้จึงไม่ใช่การถามว่า ‘กขค.’ มีกติกาหรือยัง แต่คือจะทำอย่างไรให้กติกาที่มีอยู่สามารถ‘ตรวจสอบ’ และ‘บังคับใช้’ได้จริง โดยเฉพาะในกรณีที่ข้อมูลและหลักฐานสำคัญแทบทั้งหมดอยู่ภายในระบบของแพลตฟอร์ม
คณะอนุกรรมการที่ได้รับมอบหมายให้ศึกษา และกำกับประเด็นนี้จึงอาจเป็นคนกลุ่มแรกที่ต้องอาสาเข้าไป ‘เปิดกล่องดำแพลตฟอร์ม’
การเปิดกล่องดำในที่นี้ไม่ได้หมายถึงการ‘บังคับ’ให้เอกชนเปิดเผย Source Code หรือความลับทางการค้าทั้งหมดต่อสาธารณะ แต่หมายถึงการทำให้การใช้อัลกอริทึมที่ส่ง‘ผลกระทบต่อการแข่งขัน’สามารถอธิบาย ตรวจสอบ และรับผิดชอบได้
เมื่อผู้ประกอบการถูก‘ลดการมองเห็น’ ระบบต้องสามารถอธิบายได้ว่าเกิดจากปัจจัยใด เมื่อสินค้าของแพลตฟอร์มได้รับอันดับเหนือสินค้าของคู่แข่ง ต้องตรวจสอบได้ว่า‘ใช้เกณฑ์เดียวกัน’หรือไม่
เมื่อผู้ขายปฏิเสธเข้าร่วมโปรโมชัน หรือไม่ใช้บริการเสริมของแพลตฟอร์ม ต้องตรวจสอบได้ว่าการตัดสินใจดังกล่าวนำไปสู่‘การลงโทษทางอ้อม’หรือไม่ และเมื่อบัญชีถูกระงับโดยระบบอัตโนมัติ ผู้ประกอบการต้องมีสิทธิได้รับเหตุผลและขอให้มนุษย์ทบทวนคำตัดสินได้
คณะอนุกรรมการจึงไม่ได้มีหน้าที่เพียงเขียนหลักการเพิ่มเติม แต่ต้องช่วยออกแบบสะพานเชื่อมระหว่างกติกากับการบังคับใช้ ตั้งแต่‘มาตรฐานพยานหลักฐาน’ วิธีเรียกข้อมูลจากแพลตฟอร์ม ภาระการพิสูจน์ ระบบตรวจสอบอัลกอริทึม ตลอดจนช่องทางร้องเรียนและอุทธรณ์ที่ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถใช้ได้จริง
ภารกิจนี้ไม่ควรตั้งต้นจากสมมติฐานว่าแพลตฟอร์มทุกแห่งเป็น‘ผู้กระทำผิด’ เพราะแพลตฟอร์มมีบทบาทสำคัญต่อการขยายตลาด ลดต้นทุน และเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงผู้บริโภคจำนวนมาก แต่ในเวลาเดียวกัน อำนาจในการจัดลำดับการมองเห็น ควบคุมข้อมูล และกำหนดเงื่อนไขฝ่ายเดียว ก็‘ต้องมาพร้อมกับความรับผิดชอบ’ที่สอดคล้องกับอำนาจนั้น
เป้าหมายจึงไม่ใช่การ‘ต่อต้าน’ แพลตฟอร์ม แต่คือการทำให้แพลตฟอร์มเติบโตอยู่บนกติกาที่ผู้ประกอบการทุกฝ่ายเชื่อมั่นได้ว่า การแข่งขันไม่ได้ถูก‘บิดเบือน’โดยระบบที่ไม่มีใครตรวจสอบ
สำหรับคณะอนุกรรมการชุดนี้ ความท้าทายสำคัญคือการพิสูจน์ให้เห็นว่า การกำกับแพลตฟอร์มของไทยจะไม่หยุดอยู่ที่ข้อความในประกาศ แต่จะพัฒนาไปสู่กระบวนการตรวจสอบที่มีความรู้ทางเทคนิค มีหลักฐานรองรับ และรับฟังเสียงของผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจริง
เราต้องทำให้ผู้ประกอบการรู้ว่าเมื่อยอดขายลดลงอย่างผิดปกติ เมื่อสินค้าหายจากผลการค้นหาเมื่อถูกบังคับใช้บริการบางประเภท หรือเมื่อถูกระงับบัญชีโดยไม่มีคำอธิบาย
พวกเขาไม่จำเป็นต้องต่อสู้กับระบบที่มองไม่เห็นเพียงลำพัง
ในอีกด้านหนึ่ง แพลตฟอร์มเองก็ควรได้รับความชัดเจนว่า พฤติกรรมแบบใดเป็นนวัตกรรมทางธุรกิจที่‘ชอบธรรม’ และพฤติกรรมแบบใดอาจข้ามเส้นไปสู่การ‘ใช้อำนาจตลาดอย่างไม่เป็นธรรม’ กติกาที่ชัดเจนจึงไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อ SME เท่านั้น แต่ยังช่วยให้แพลตฟอร์มที่สุจริตสามารถแข่งขันและลงทุนได้โดยไม่ต้องคาดเดาท่าทีของหน่วยงานกำกับ
การเปิดกล่องดำจึงไม่ใช่การทำลายเทคโนโลยี แต่คือการสร้าง‘ความไว้วางใจ’ต่อเทคโนโลยี ไม่ใช่การเปิดเผยทุกบรรทัดของระบบ แต่คือการทำให้ผลลัพธ์ที่กระทบต่อชีวิตและธุรกิจของผู้อื่นสามารถตรวจสอบได้
กขค. มีกติกาแล้ว และคณะอนุกรรมการชุดนี้กำลังได้รับโอกาสสำคัญในการทำให้กติกานั้น‘มีชีวิต’ขึ้นมา
หากเราทำสำเร็จ ประเทศไทยจะไม่เพียงมีแนวปฏิบัติที่ทันสมัย แต่จะมีกลไกกำกับการแข่งขันที่เข้าใจว่า ในเศรษฐกิจดิจิทัล อำนาจตลาดอาจไม่ได้อยู่ที่ผู้ที่ขายสินค้ามากที่สุด
แต่อยู่ที่ผู้ที่สามารถกำหนดว่า สินค้าของใครจะถูกมองเห็นก่อน
และเมื่ออัลกอริทึมกลายเป็น‘ผู้จัดสรร’โอกาสทางเศรษฐกิจหน้าที่ของหน่วยงานกำกับจึงไม่ใช่การเข้าไปเขียนอัลกอริทึมแทนแพลตฟอร์มแต่คือการทำให้มั่นใจว่า ไม่มีใครสามารถใช้กล่องดำเป็น‘พื้นที่ปลอดการตรวจสอบ’หรือใช้เทคโนโลยีเป็นข้ออ้างเพื่อ‘หลีกเลี่ยง’ความรับผิดชอบต่อการแข่งขันที่เป็นธรรมได้






