สภาผู้บริโภคแนะใช้ “เรื่องร้องเรียน” ต่อใบอนุญาตรถแอพ
เลขาฯ สภาองค์กรของผู้บริโภค จี้กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพิ่มเกณฑ์ใหม่ “เรื่องร้องเรียน” ในการพิจารณาต่อใบอนุญาตผู้ให้บริการแอปเรียกรถ สร้างทางเลือกที่ปลอดภัยให้กับผู้บริโภค สนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม วางกรอบทุกรายอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน
สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการสภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค) กล่าวว่า ปัจจุบันบริการเรียกรถผ่านแอป (Ride-hailing) ได้เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้น แต่ขณะเดียวกันก็มีผู้บริโภคส่ง “เรื่องร้องเรียน” จำนวนมากผ่านช่องทางของภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง รวมถึงสภาผู้บริโภค ดังนั้นอยากเรียกร้องให้ กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลโดยตรง พิจารณากำหนดมาตรฐานใหม่ในการต่อใบอนุญาตผู้ประกอบการ โดยนำตัวชี้วัดที่เป็น “เรื่องร้องเรียน” เข้ามาเป็นหนึ่งในหลักเกณฑ์การพิจารณาด้วย
แนวทางดังกล่าว จะช่วยกำหนดทิศทางที่ควรจะเป็นให้กับธุรกิจแอปเรียกรถในประเทศไทย โดยสนับสนุนการแข่งขันที่เป็นธรรม มีผู้ให้บริการหลายรายในตลาดเพื่อให้ผู้บริโภคมีทางเลือก ขณะเดียวกัน ทุกรายต้องอยู่ภายใต้กฎระเบียบเดียวกัน
“ขอให้กรมการขนส่งทางบก นำสถิติการร้องเรียนมาใช้พิจารณาว่าควรให้ต่อใบอนุญาตหรือไม่ หากคัดกรองคนขับไม่ดี หรือปล่อยให้เด็กอายุต่ำกว่า 17 ปี และแรงงานต่างด้าวมาขับ ต้องมีโทษหนักถึงขั้นพักใช้ใบอนุญาต เป็นมาตรฐานเดียวกับแท็กซี่ การกำกับดูแลแอป ต้องเข้มงวดเท่าเทียมกับรถแท็กซี่ทั่วไป เพื่อยกระดับคุณภาพบริการและทำให้ผู้บริโภครู้สึกว่า การร้องเรียนมีผลจริง" สารีกล่าว
ลขาธิการสภาผู้บริโภค กล่าวเพิ่มเติมว่า ถ้ามีการทำผิดกฎหมายก็ต้องร้องเรียน ต้องปรับหรือลงโทษ เพื่อให้ทำถูกกฎหมาย ต้องจัดการอย่างเด็ดขาด เหมือนเวลาจัดการกับรถแท็กซี่ทั่วไป หากมีการร้องเรียน โดยเฉพาะในประเด็นที่มีความชัดเจนว่าไม่เป็นไปตามกฎหมายที่กำหนดไว้ ต้องมีมาตรการลงโทษแพลตฟอร์มเรียกรถค่ายนั้น ยิ่งมีการกระทำผิดซ้ำๆ โดยไม่มีการแก้ไขปรับปรุง ก็อาจใช้มาตรการขั้นสุดท้ายคือไม่ให้เป็นผู้ประกอบการ ต้องจัดการเด็ดขาด พร้อมย้ำว่า สภาผู้บริโภค สนับสนุนให้มีการแข่งขัน แต่ต้องเป็นธรรมกับผู้บริโภคด้วย
ที่ผ่านมา เรื่องร้องเรียนจากผู้ใช้บริการแอปเรียกรถ ครอบคลุมตั้งแต่ ปัญหาความปลอดภัย คนขับใช้ถ้อยคำไม่สุภาพ การคุกคามทางเพศ การทำร้ายร่างกาย ข้อมูลไม่ตรงปก รถและคนขับที่มารับจริงไม่ตรงกับข้อมูลที่แสดงในแอป ค่าบริการ มีการเรียกเก็บเงินสดเพิ่มนอกระบบ เกินกว่าราคาที่แอปกำหนด และการขาดความรับผิดชอบ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ผู้บริโภคเยียวยาได้ยาก เพราะแพลตฟอร์มมักอ้างว่าเป็นเพียง "ตัวกลาง" เท่านั้น
ด้านแหล่งข่าวในอุตสาหกรรมนี้ กล่าวว่า ช่วงเดือนเมษายน- พฤษภาคม 2569 จะมีเหตุการณ์สำคัญของธุรกิจบริการรถสาธารณะ หรือ รย.18 เกิดขึ้น 2 เหตุการณ์การ คือ พ.ร.บ.ว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่กำหนดให้แพลตฟอร์มเรียกรถ ให้บริการเฉพาะผู้ขับที่มีรถจดจดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะ รวมทั้งจัดให้มีระบบยืนยันตัวตน ตรวจสอบข้อมูลผู้ขับ กำกับดูแล ค่าบริการ และรายงานผลการดำเนินการนั้น เริ่มมีผลบังคับใช้ และกลางเดือนพฤษภาคม ผู้ให้บริการแอปเรียกรถสาธารณะ โบลท์ จะสิ้นสุดใบอนุญาต จึงต้องการมีการต่ออายุเพื่อให้บริการต่อไปในประเทศไทย
ผู้ให้บริการในธุรกิจนี้ กำลังจับตาการพิจารณาของคณะกรรมการที่จะได้ข้อสรุปที่ชัดเจน ก่อนเดือนพฤษภาคมนี้อย่างใจจดใจจ่อเช่นกัน ว่าจะมีการนำประเด็น “เรื่องร้องเรียน” มาใช้เป็นเกณฑ์พิจารณาในการต่อ-ไม่ต่อใบอนุญาตรอบนี้หรือไม่ เพราะต้องยอมรับว่าช่วง 1-2 ปีนี้ สภาผู้บริโภค มีความเคลื่อนไหวผลักดันอย่างต่อเนื่อง ที่จะนำไปสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงระดับนโยบายของหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกรมการขนส่งทางบก (ขบ.) เพื่อให้แก้ไขปัญหาแอปเรียกรถ และนำไปสู่การคุ้มครองสิทธิและความปลอดภัยของผู้บริโภค




