เทียบฟอร์มสายเทค 4 พรรคเลือกตั้ง 69
SPACEBAR ติดตามแนวนโยบายทางด้านเทคโนโลยี ของพรรคการเมืองที่ลงสมัครรับเลือกตั้ง 2569 เมื่อค้นหาข้อมูลไปแล้ว พบว่า ในการเลือกตั้งคราวนี้ สายเทค คือ สายบริหาร ที่เป็นแกนนำหลักของพรรคการเมือง มีตำแหน่งตั้งแต่หัวหน้าพรรค รองหัวหน้าพรรค เลขาธิการพรรค มีทั้งคนเก่า คนใหม่ ในสายการเมือง สายการศึกษา สายเทค สะท้อนว่า เรื่องเทคโนโลยีเป็นเรื่องสำคัญ และนโยบายเรืองธงเกือบของทุกพรรคการเมือง ล้วนแต่มีเทคโนโลยีขับเคลื่อน
เราได้ชื่อคนที่มีความเด่นในสายเทคไม่เอาลูกหาบมาวิเคราะห์ เอาแต่แกนๆ พบว่ามี 4 คน คือ การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดทอันดับหนึ่งนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน และไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย
ลองเอานโยบายพรรควางไว้ แล้วเทียบ ที่ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล ความสามารถเฉพาะตัว ดูว่าใครได้เปรียบเสียเปรียบบ้าง เทียบความเก่ง ความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัล” โดยมองจาก 3 แกนหลัก คือ พื้นฐานความรู้เทคและดิจิทัล ประสบการณ์ใช้งานจริง (policy / ธุรกิจ / การเมือง) ความสามารถประยุกต์หรือแปลง “ดิจิทัล” ไปใช้ในการสนับสนุนอำนาจเชิงนโยบายหรือการสื่อสารสาธารณะ บอกก่อนว่า นี่คือเป็นการประเมินเชิงวิเคราะห์จากภาพรวมบทบาทและผลงาน ไม่ใช่การจัดอันดับตายตัว
วิเคราะห์รายบุคคล
การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ด้านเศรษฐกิจดิจิทัล ด้วยปริญญาเอกวิศวกรรมอุตสาหการประสบการณ์ ดิจิทัล มีประสบการณ์ ด้าน การสื่อสาร + การเล่าเรื่อง เคยเป็นกรรมการผู้จัดการ C ASEAN เป็นผู้อำนวยการสถาบันออกแบบอนาคตประเทศไทย และ Chief Foresight Officer Future Tales Lab ทำให้แข็งแรงด้าน content, narrative, branding บนแพลตฟอร์ม มีความเข้าใจพฤติกรรมผู้ใช้โซเชียล โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ แต่ไม่ได้ลงลึกด้านโครงสร้างเทค หรือ digital infrastructure
มีผู้บริหารสายเทครายหนึ่ง สะท้อนถึง การดี ว่า เข้าใจ “ดิจิทัลเชิงระบบ” ไม่ใช่แค่เครื่องมือเข้าใจตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ กฎหมาย โครงสร้างข้อมูล มาตรฐานความปลอดภัย ไปจนถึงผลกระทบต่อคนทำงานและประชาชน ประสบการณ์ภาคสนาม ไม่ใช่แค่ทฤษฎี ผ่านงานทั้งฝั่งรัฐและเอกชน เห็นข้อจำกัดของระบบราชการ และเห็นความเร็วของโลกธุรกิจ เลือกใช้ข้อมูล เลือกวัดผล และเลือกความคุ้มค่า กล้าบอกข้อจำกัด กล้าพูดถึงต้นทุน นี่คือความซื่อสัตย์ที่การเมืองต้องการ … จึงอาจมองว่า รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ เป็นสาย Digital Communication หรือ Soft Power มากกว่า Digital Policy พรรคประชาธิปัตย์ อาจไม่ใช่แกนนำรัฐบาล แต่จะมีมิติในการตรวจสอบ และภาพลักษณ์ใหม่ อันไม่เคยมี และคนที่ยังรักประชาธิปัตย์อยากเห็น
ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ แคนดิเดทนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย เป็นศาสตราจารย์ ที่อายุไม่ถึง 50 ปี ย่อมแสดงว่ามีความเชี่ยวชาญในความรู้ อย่างยิ่ง จากความรู้ วิศวกรรมชีวะการแพทย์ บอกเราว่า มีความเชี่ยวชาญ ดิจิทัลในเชิงระบบ และนโยบาย จุดแข็งเรื่อง ข้อมูล, governance digital structure การคิดเชิงระบบมากกว่าการเล่นกระแส ด้วยประสบการณ์การทำงานทำให้เข้าใจการเชื่อม รัฐ ข้อมูล เทคโนโลยี ยศชนัน เป็นสายPolicy-tech Digital governance ที่ไม่หวือหวา แต่ลึก คุณสมบัติ ไปขับเคลื่อนนโยายด้านดิจิทัลได้สบายและตรง ไม่จำเป็นต้องลงไปทำเองด้วยมือท้้งหมด และกุมทิศทางได้ เข้าใจลึกซึ้ง ก็เพียงพอแล้ว
เทียบไปแล้ว ยศชนัน แตกต่างจากแกนนำและแคนดิเดทนายกรัฐมนตรีที่พรรคเพื่อไทยมี ไม่เหมือนใครเลย จะคล้ายๆ ก็คงแค่อดีตนายกรัฐมนตรีนามสกุลเดียวกัน ผู้ให้กำเนิด นี่คือผู้นำยุคเปลี่ยนผ่านที่ทำให้พรรคเพื่อไทยเปลี่ยนไปสู่ระยะทางการเมืองในระยะต่อไป
ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน สายตรงเทค จบวิศวะ คอมพิวเตอร์ รับผิดชอบงานดาต้าและดิจิทัลมาตั้งแต่พรรคก้าวไกล จึงเป็นดิจิทัลเชิงลึก ด้วยพื้นฐาน วิศวกรรม และเทคโนโลยี ที่ชัดเจน เข้าใจทั้งAI, data, platform economy, digital regulation นโยบายพรรคที่เป็นดิจิทัลทั้งหมดทำมาเองกับมือ แปลงเทคเป็นนโยบายระดับประเทศ สรุปว่า เป็นคน “เข้าใจเทคจริง + ใช้เทคเป็นฐานนโยบาย” ไม่ต้องพูดอะไรมาก นโยบาย รัฐแพลตฟอร์ม คือ การยืนยันว่า พรรคนี้ให้ความสำคัญกับเทคแบบไหน
ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย อาจกล่าวได้ว่า เขาคือ คนที่ได้เปรียบที่สุดใน 4 คน แม้อายุจะน้อยที่สุด แต่ได้มีประสบการณ์ในฐานะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) แม้จะมาในช่วงเวลาสั้นๆ แต่ได้ สัมผัสและเข้าใจปัญหาที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ โดยเฉพาะเรื่องสแกมเมอร์ ข้อได้เปรียบนี้ทำให้ได้จับและแก้ปัญหาสแกมเมอร์มาก่อนแบบจริงจัง ความเชี่ยว ของไชยชนก จึงเป็น “อาวุธการเมือง” มีจุดเด่นเรื่อง การใช้โซเชียลและภาพลักษณ์ดิจิทัล เพื่อสื่อสารกับฐานเสียง เข้าใจ ecosystem การเมืองยุคแพลตฟอร์ม มากกว่าตัวเทคโนโลยีเอง ยังไม่ใช่สาย deep tech หรือ data มีความเป็นสาย policy ดิจิทัล สรุปว่า “ใช้ดิจิทัล” ได้และเป็น มากกว่าการ “สร้างหรือออกแบบดิจิทัล หรือทำอีสปอร์ต การมาทำงานแม้ระยะสั้นแต่ได้สัมผัสและได้ข้อมูลที่นำไปใช้ (ใช้ไปแล้วด้วย) ทางการเมืองได้อย่างดี
สรุปแบบตรงไปตรงมา ทุกคนทุกพรรค มีจุดอ่อน จุดแข็ง ที่แตกต่างกันไป ถ้าวัด ความเก่งด้านเทค สีส้ม วัดนโยบายดิจิทัลเชิงระบบ คงจะแดงส้ม วัดการสื่อสารดิจิทัลกับคนรุ่นใหม่ สีฟ้ามาชัด แต่ถ้าวัด การใช้ดิจิทัลเป็นพลังการเมือง ยอมให้สีน้ำเงิน


