สายสำรอง เทคโนโลยี สายเคเบิ้ลคอร์มุซ ขาดไม่น่ากังวล
สมาคมผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตและคลาวด์ไทย จัดเสวนา ทำความเข้าใจความกังวลที่เกิดจากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง ทำให้เกิดความกังวล หากสายเคเบิ้ลใต้น้ำที่อยู่ใกล้กับช่องแคบคอร์มุซถูกทำลายจะทำให้ไม่สามารถเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้
ผู้บริการของไชน่าโมบาย อธิบายว่า อินเทอร์เน็ตในประเทศไทยแบ่งเป็น 2 การใช้งาน คือ การใช้งานในประเทศ และการใช้งานเชื่อต่อไปต่างประเทศ การวิ่งออกต่างประเทศแบ่งเป็น 4 ช่องทางในการเชื่อมต่อ คือ การเชื่อมต่อทางภาคเหนือ ไปยังเวียดนามและจีน อ้อมไปยังฮ่องกง มีสัดส่วนข้อมูลการจราจรประมาณร้อยละ 10-15 การเชื่อมต่อไปยยังภาคใต้ 3 เกตเวย์ คือ การเชื่อมต่อไปทางภาคใต้ ไปยังมาเลเซียและ สิงคโปร์ ผู้ให้บริการส่าวนใหญ่ขจ้ผู้ให้บริการส่วนใหญ่จะใช้เส้นทางนี้ ประมาณร้อยละ 60-70

สายเคเบิ้ลใต้น้ำที่เชื่อมต่อผ่านใต้ทะเลแบ่งออกเป็นด้านซ้ายและขวาของภาคใต้ ประเทศไทย ด้านซ้ายร้อยละ 5 เชื่อมต่อไปยังฝั่งยุโรป ด้านขวา ร้อยละ 15-20 ผ่านทางจังหวัดสงขลาไปยังสิงคโปร์ และฮ่องกง
ลิงค์ที่มีความเป็นห่วงมากที่สุดคือลิงค์ที่เชื่อมไปฝั่งยุโรป โดยลิงค์นี้มีดร็อปพอยท์หลายจุดผ่านอินเดีย ไปซาอุดิอาราเบีย โอมาน ขึ้นบกที่ฝรั่งเศส เนื่องจากมีบางช่วงผ่านอิหร่าน อิรัก อย่างไรก็ดีช่วงที่มีความกังวลไม่ใช่ช่องทางหลัก ถ้ามีการปิดช่องแคบคอร์มุซ

“ความจริงเคยเกิดเหตุการณ์คล้ายกันเมื่อสองปีก่อน มีสมอเรือไปเกี่ยวกับสายเคเบิ้ลเสียหาย 4 เส้น จาก 15 เส้น แต่ผู้ใช้บริการในประเทศไทยไม่ได้รู้สึก เพราะผู้ให้บริการของไทยมีการสำรองเส้นทางไว้ เมื่อเกิดความเสียหายจึงสามารถวิ่งไปทางอื่น ”
นอกจากลิงค์สำรอง ปัจจุบันผู้ให้บริการคอนเทนท์ใช้เทคโนโลยีที่ช่วยให้การดึงคอนเทนท์สะดวกมากขึ้น ด้วยการใช้ CDN Content Delivery Network ที่มีการสำรองคอนเทนท์ออกไปวางไว้ในหลายที่แทนที่จะเป็นที่เดียว เวลาที่วิ่งออกไปหาข้อมูลจึงวิ่งไปหาเซิร์ฟเวอร์ที่ใกล้ที่สุด ทำให้การดูคอนเทนท์เร็ว ไม่ติดขัด ไม่เปลืองแบนวิดท์ของเคเบิ้ลใต้น้ำ

“ ช่วงที่ผ่านฮอร์มุซ เหมือนเป็นซอยตัน ไม่ได้น่ากังวลมาก ช่องที่ผ่าน ช่องแคบบับเอลมันเดบ ผ่านทางทะเลแดงมีความสำคัญมากกว่า ทราฟิกจากเอเชียไปยุโรป 90% ผ่านทางนี้ ที่ผ่านฮอร์มุซ มีประมาณ 10% เท่านั้น ”




