พาณิชย์ เร่งประเมินท่าทีสหรัฐฯ หลังประกาศภาษีนำเข้าใหม่ ติดตามคำวินิจฉัยศาลสูงสุดใกล้ชิด พร้อมดูแลผลกระทบผู้ประกอบการไทย
ภายหลังจากรัฐบาลสหรัฐอเมริกา ภายใต้การนำของ โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นการชั่วคราว กระทรวงพาณิชย์ไทยเร่งติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด พร้อมประเมินผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อภาคการส่งออกและผู้ประกอบการไทย
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของนโยบายการค้าโลก และดูแลผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับภาคธุรกิจไทย โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามพัฒนาการด้านนโยบายการค้าของสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์กล่าวว่า แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของฝ่ายบริหาร แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ กระทรวงพาณิชย์จึงได้มอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินสถานการณ์อย่างรอบด้าน รวมถึงผลกระทบต่อภาคธุรกิจไทย
ทั้งนี้ คำวินิจฉัยดังกล่าวมีขึ้นภายหลังจากที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ใช้อำนาจตามกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) ในการกำหนดมาตรการภาษีศุลกากร โดยเมื่อวันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569 ตามเวลาสหรัฐฯ ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 ยืนตามคำตัดสินของศาลชั้นต้นว่า การใช้อำนาจภายใต้ IEEPA เพื่อกำหนดภาษีต่างตอบแทนไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจาก IEEPA มิได้ให้อำนาจในการเรียกเก็บภาษี ซึ่งเป็นอำนาจของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญสหรัฐฯ
ศุภจี กล่าวว่า สาระสำคัญของคำวินิจฉัยครั้งนี้สะท้อนหลักการตรวจสอบและถ่วงดุลอำนาจ โดยศาลชี้ว่า แม้ IEEPA จะให้อำนาจฝ่ายบริหารอย่างกว้างขวางในการควบคุมธุรกรรมทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศในภาวะฉุกเฉิน แต่การกำหนดภาษีศุลกากรจำเป็นต้องได้รับมอบหมายอำนาจอย่างชัดเจนจากฝ่ายนิติบัญญัติ
สำหรับประเด็นการขอคืนภาษี ผู้นำเข้าที่เป็นคู่ความในคดีมีสิทธิยื่นคำร้องขอคืนภาษี อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเกี่ยวข้องกับวงเงินภาษีจำนวนมากและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลายฝ่าย กระบวนการดังกล่าวจึงมีแนวโน้มซับซ้อน และยังต้องรอแนวทางที่ชัดเจนจากรัฐบาลสหรัฐฯ
ขณะเดียวกัน ไทยยังจำเป็นต้องติดตามท่าทีของรัฐบาลสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด หลังจากประธานาธิบดีสหรัฐฯ ลงนามคำสั่งเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าทั่วโลกเพิ่มเติมในอัตรา 10% เป็นระยะเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ Trade Act 1974 เพื่อแก้ไขปัญหาดุลการชำระเงิน ซึ่งจะมีผลใช้บังคับในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 แทนมาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิม
ศุภจี กล่าวเพิ่มเติมว่า อัตราภาษี 10% ภายใต้มาตรา 122 ถือเป็นระดับที่ต่ำกว่ามาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่เคยกำหนดไว้สำหรับไทย โดยกระทรวงพาณิชย์จะยังคงติดตามแนวโน้มและพัฒนาการของมาตรการทางการค้าของสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ จะใช้มาตรการทางการค้าอื่นเพิ่มเติม เช่น มาตรา 232, มาตรา 301 หรือมาตรการเฉพาะรายสินค้า ซึ่งไทยจำเป็นต้องประเมินผลกระทบเชิงลึกในแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม
ทั้งนี้ เบื้องต้น ผู้ประกอบการไทยที่ส่งออกสินค้าไปสหรัฐฯ จะต้องรับภาระภาษีในอัตราภาษีปกติ (MFN) ของสินค้านั้น บวกกับภาษีเพิ่มเติม 10% ตามมาตรา 122 รวมถึงค่าธรรมเนียมหรือมาตรการอื่นที่เกี่ยวข้อง (หากมี)
ศุภจี ระบุว่า กระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยจะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจาการค้า การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมภายใต้บริบทการค้าระหว่างประเทศที่เปลี่ยนแปลง



