COCOCO กำไรปี 68 ทรงตัวท่ามกลางต้นทุนกดดัน ลุยเพิ่มกำลังผลิต-ขยายฐานต่างประเทศ
บมจ. ไทย โคโคนัท (COCOCO) ผู้ผลิตและส่งออกผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะพร้าว เปิดเผยผลการดำเนินงานปี 2568 สามารถรักษาความสามารถในการทำกำไรได้ แม้เผชิญแรงกดดันจากต้นทุนที่ปรับตัวสูงขึ้น พร้อมเดินหน้าปรับกลยุทธ์ธุรกิจ เพิ่มศักยภาพการผลิต และเร่งขยายตลาดต่างประเทศ รองรับการเติบโตระยะยาว
ดร.วรวัฒน์ ชิ้นปิ่นเกลียว ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการ COCOCO เปิดเผยว่า ปี 2568 บริษัทมีรายได้รวม 6,735.91 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.76% จากปีก่อนหน้า โดยได้รับแรงสนับสนุนจากยอดขายในกลุ่มผลิตภัณฑ์กะทิและอาหารสัตว์เลี้ยง
รายได้จากกลุ่มกะทิเติบโตตามแนวโน้มตลาดสินค้าเพื่อสุขภาพและผลิตภัณฑ์ทางเลือกจากพืช (Plant-based / Dairy Alternative) ในต่างประเทศ รวมถึงความนิยมอาหารเอเชียที่ขยายตัวในช่องทางค้าปลีกและกลุ่ม Food Service ส่งผลให้ความต้องการใช้กะทิเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกัน บริษัทสามารถขยายฐานลูกค้าในกลุ่ม Private Label ได้ต่อเนื่อง
ด้านผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์เลี้ยงยังมีการเติบโตอย่างสม่ำเสมอ จากการขยายช่องทางจัดจำหน่ายทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงคำสั่งซื้อที่เพิ่มขึ้นจากลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่
อย่างไรก็ตาม บริษัทมีกำไรสุทธิปี 2568 อยู่ที่ 244.33 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อนหน้า ขณะที่ไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิ 32.64 ล้านบาท โดยกำไรได้รับผลกระทบจากต้นทุนขายที่ปรับตัวสูงขึ้น รวมถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารที่เพิ่มขึ้น จากการขยายกำลังการผลิตในกลุ่มผลิตภัณฑ์น้ำมะพร้าว และการทดลองเดินเครื่องจักรใหม่ก่อนเริ่มการผลิตเชิงพาณิชย์
ในด้านการลงทุน บริษัทได้ขยายธุรกิจไปยังประเทศฟิลิปปินส์ ผ่านการจัดตั้งบริษัทย่อย ‘NOVOCOCONUT INC.’ ซึ่งถือหุ้นในสัดส่วน 99.99% เพื่อรองรับการเพิ่มกำลังการผลิตกะทิและน้ำมะพร้าว โดยบริษัทดังกล่าวได้รับอนุมัติสิทธิประโยชน์การลงทุนจาก Philippine Economic Zone Authority (PEZA) และได้รับสถานะ Registered Export Enterprise (REE)
ทั้งนี้ NOVOCOCONUT INC. เริ่มใช้สิทธิภาษีมูลค่าเพิ่มอัตราศูนย์ (VAT Zero-rate) สำหรับธุรกรรมภายในประเทศ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2569 ถึง 31 ธันวาคม 2569 ซึ่งช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน เสริมความมั่นคงด้านวัตถุดิบ และเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินธุรกิจ
ดร.วรวัฒน์กล่าวว่า ปี 2569 บริษัทตั้งเป้าเติบโตอย่างมีเสถียรภาพ โดยจะรับรู้รายได้เต็มปีจากกำลังการผลิตใหม่ พร้อมเร่งขยายตลาดส่งออกในภูมิภาคสำคัญ และเพิ่มสัดส่วนสินค้ามูลค่าเพิ่ม เพื่อยกระดับอัตรากำไร ควบคู่การบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างเข้มงวด
“บริษัทมุ่งดำเนินกลยุทธ์เชิงรุกอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืน และเสริมความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจในระยะยาว”
— ดร.วรวัฒน์กล่าว




