ภาพจำของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ในฐานะหน่วยงานอุดหนุนงบประมาณวิจัยเชิงขึ้นหิ้งกำลังจะหมดไป ปัจจุบัน อว. และสถาบันอุดมศึกษาไทยกำลังก้าวสู่บทบาทใหม่ที่ท้าทายกว่าเดิม นั่นคือการสวมบทบาท "นักลงทุนรายใหญ่" (Institutional Investor) ในระบบนิเวศนวัตกรรม โดยเป็นตัวกลางเชื่อมโยงผลงานวิจัยจากหิ้งสู่ห้าง และส่งต่อไปยังเวที "Money Game" บนตลาดทุนอย่างเป็นระบบ
พระราชบัญญัติ TRIUP Act ปลุก “University Holding Company” สู่กลไกสร้าง Wealth
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นเมื่อมีการบังคับใช้ พระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ประโยชน์ผลงานวิจัยและนวัตกรรม พ.ศ. 2564 (TRIUP Act) เปิดโอกาสให้มหาวิทยาลัยจัดตั้ง “กองทุนของมหาวิทยาลัย” (University Holding Company) เพื่อเข้าถือหุ้นหรือร่วมลงทุนในสตาร์ทอัพและบริษัทสปินออฟ (Spin-off)
ปัจจุบันในไทยมีการจัดตั้งบริษัทโฮลดิ้งแล้ว 12 แห่ง มีทุนจดทะเบียนรวมกว่า 500 ล้านบาท และร่วมลงทุนในบริษัทนวัตกรรมแล้วมากกว่า 110 บริษัท ครอบคลุมอุตสาหกรรมเป้าหมายอย่างดิจิทัล, เฮลท์เทค, เกษตรอัจฉริยะ และพลังงานสะอาด
ด้วยศักยภาพกองทุนของมหาวิทยาลัยไทย สามารถเป็นโฮลดิ้ง คอมปานี แบบมหาวิทยาลัยไทยที่มีเม็ดเงินลงทุนไม่ธรรมดา
กลุ่มปีกเจาะตลาดมูลค่าสูง (Large-scale Ecosystem)
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (CU Enterprise) จัดตั้งเมื่อปี 2562 ด้วยทุนจดทะเบียนสูงสุดถึง 400 ล้านบาท มุ่งเน้นวิทยาศาสตร์สุขภาพ เทคโนโลยี อาหารและการเกษตร โดยมีสตาร์ทอัพในระบบนิเวศ 354 แห่ง และบริษัทวิจัยของคณาจารย์กว่า 100 แห่ง รวมมูลค่าตลาดกว่า 22,000 ล้านบาท
กลุ่มยุทธศาสตร์ขับเคลื่อนภูมิภาค (Regional Hubs)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี (SUTx): จัดตั้งปี 2567 ทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท ตั้งเป้าผลักดันนครราชสีมาให้เป็น "Silicon Valley เมืองไทย"
มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (Ang Kaew Holding) ขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมทางภาคเหนือ
มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (MAGROW Holding) จัดตั้งปี 2567 มุ่งเน้นธุรกิจนวัตกรรมเกษตรและอาหาร
มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (PSU Holding) & มหาวิทยาลัยทักษิณ (TSU Enterprise) ร่วมผลักดันการต่อยอดงานวิจัยและนวัตกรรมเชิงพาณิชย์ในพื้นที่ภาคใต้
กลุ่มเน้นการบ่มเพาะและบริหาร IP (Venture & IP Arm)
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (KUniverse) จัดตั้งปี 2565 ทุนจดทะเบียน 4 ล้านบาท
มหาวิทยาลัยมหิดล (M Venturer) จัดตั้งปี 2564 ทุนจดทะเบียน 3 ล้านบาท ทำหน้าที่เป็นหน่วยลงทุนต่อยอดทรัพย์สินทางปัญญา (IP)
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TUIP)จัดตั้งปี 2562 ทุนจดทะเบียน 1 ล้านบาท ดำเนินงานโดยศูนย์ทรัพย์สินทางปัญญาและบ่มเพาะวิสาหกิจ (TUIPI)
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (นววิวรรธ - Nawawiwat)จดทะเบียนปี 2557 ด้วยทุน 250,000 บาท (จัดตั้งก่อน พ.ร.บ. TRIUP)
สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (KMIT Ladkrabang Holding) ขับเคลื่อนการลงทุนนวัตกรรมสายเทคโนโลยี
(หมายเหตุ ตัวเลขทุนจดทะเบียนข้างต้นเป็นเพียงทุนตั้งต้นตามกฎหมาย ซึ่งในความเป็นจริงหลายแห่งมีวงเงินลงทุนสะสมสูงกว่านี้มากจากการระดมทุนร่วมกับพันธมิตรเอกชน)
ถอดรหัส Money Game ในตลาดทุน
ประพันธ์ เจริญประวัติ ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ MAI และ LiVEx ได้สะท้อนภาพการลงทุนว่า ประโยชน์ที่สตาร์ทอัพและมหาวิทยาลัยจะได้รับจากตลาดทุน ปลดล็อกข้อจำกัดทางการเงิน อิฐ ศิริวัลลภ ผู้บริหารบริษัทเทคโนโลยี ระบุว่าการนำบริษัทเข้าตลาดหลักทรัพย์ mai ช่วยระดมทุน IPO ได้ถึง 600 ล้านบาท (จากทุนเดิม 80 ล้านบาท) ช่วยปลดล็อกการกู้เงินแบงก์ที่ต้องค้ำประกันส่วนตัว
กลยุทธ์ M&A และ Share Swap ตลาดทุนช่วยให้ใช้มูลค่าหุ้นที่มี P/E สูงไปเข้าซื้อกิจการ (M&A) หรือแลกหุ้น (Share Swap) เพื่อโตลัดขั้นตอนโดยไม่ต้องใช้เงินสด
สเกลงานวิจัยให้กว้างขึ้น เปลี่ยนผลงานวิจัยที่มีกำไรหลักล้าน ให้กลายเป็นมูลค่าหลักร้อยหรือหลักพันล้าน
ต่อภาพสมบูรณ์ เชื่อมสายธารเงินทุนตั้งแต่ "งานวิจัย" ถึง "ตลาดหุ้น"
เพื่อไม่ให้งานวิจัยสะดุดกลางทาง กระทรวง อว. ได้ประสานความร่วมมือกับตลาดหลักทรัพย์ฯ และสถาบันการเงินเพื่อสร้างสายธารเงินทุน (Funding Pipeline) ที่ไร้รอยต่อ ผ่านการเปิดตัว กองทุน Pre-IPO Fund (Private Equity Trust) มูลค่า 1,000 ล้านบาท
กองทุน Pre-IPO Fund ดังกล่าวได้รับเงินทุนสนับสนุนจาก CMDF 300 ล้านบาท, NIA 300 ล้านบาท พร้อมสถาบันการเงิน (EXIM Bank, SME Bank) โดยเน้นอัดฉีดเงินลงทุนเฉลี่ยบริษัทละ 100 ล้านบาท ในกลุ่ม New Economy (Digital, FoodTech, HealthCare) เป็นระยะเวลา 4 ปี เพื่อเตรียมความพร้อมดันบริษัทนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัยเข้าจดทะเบียนใน LiVEx, mai และ SET
การปรับบทบาทของกระทรวง อว. และมหาวิทยาลัยไทยจากการเป็นเพียง "ผู้ให้ทุนวิจัย" สู่การเป็น "นักลงทุนร่วม" ผ่าน University Holding Company และการสร้างความร่วมมือกับตลาดทุน ไม่เพียงแต่ปลดล็อกงานวิจัยบนหิ้งสู่เชิงพาณิชย์ แต่ยังเป็นการนำนวัตกรรมไทยข้ามผ่านก้าวกระโดดด้วยเครื่องมือทางการเงิน เปลี่ยนงานวิจัยจาก "งบประมาณจ่ายทิ้ง" ให้กลายเป็น "สินทรัพย์สร้าง Wealth" ที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศอย่างยั่งยืน
แนวทางที่นำเสนอจะมีความชัดเจนเพเปิดตัวโ๕รงครงการระหว่างอว.กับ MAI กลางเดือนกันยายน 2569 ทั้งหมดนี้เมื่อรวมเข้ากับ บทบาทของสำนักงานนวัตกรรม แห่งชาติ ที่เพิ่งปรับโครงสร้าง และมีบทบาท ในการดูแลบัญชีนวัตกรรม ส่งเสริมสตาร์ทอัพ ให้ทุนและลงทุนกับสตาร์ทอัพที่มีศักยภาพ อว.กลายเป็นแหล่งทุนเทคขนาดให้ที่น่าจังตามมอง ขอเพียงเม็ดเงินของสถาบันการศึกษาเป็นไปเพื่อการสร้าง ขับเคลื่อน เกิดผู้ประกอบการรายใหม่ สตาร์ทอัพที่มีอนาคต
ข้อควรระวัง คือ เม็ดเงินจากสถาบักการศึกษาเพื่อ SMEs เพื่อสร้างผู้ประกอบการใหม่ ต้องไม่เอื้อไปยัง การเมืองไม่ว่าจะเป็นทางตรง หรือ ทาง …องค์กรท้องถิ่น




