ครม.นัดแรก เดิมพัน “รื้อโครงสร้างน้ำมัน” แก้แพงทั้งระบบ-ทำได้จริง หรือแค่สัญญาในวิกฤตสงคราม?
ท่ามกลางวิกฤตราคาพลังงานโลกที่ยังผันผวนจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งดันต้นทุนน้ำมันและค่าขนส่งพุ่งต่อเนื่อง รัฐบาลไทยกำลังเผชิญ ‘โจทย์ใหญ่’ ที่ไม่ใช่แค่การพยุงราคา แต่คือการ ‘รื้อทั้งโครงสร้าง’ เพื่อคืนความเป็นธรรมให้ผู้บริโภค
การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดแรก วันที่ 6 เมษายนนี้ จึงถูกจับตาอย่างใกล้ชิด เมื่อ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ เตรียมเสนอแนวทางแก้ปัญหา ‘ราคาน้ำมัน’ เชิงโครงสร้าง ขณะที่ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ เสนอทบทวน ‘ค่าการกลั่น’ และปรับกลไกการประกาศราคา หวังลดแรงกดดันค่าครองชีพก่อนช่วงสงกรานต์
หัวใจสำคัญของแผนนี้ อยู่ที่การดึงฐานข้อมูลเชิงลึกของ พิพัฒน์ รัชกิจประการ มาวิเคราะห์ ‘ต้นทุนที่แท้จริง’ ของน้ำมันไทย โดยเฉพาะประเด็นค่าการกลั่นที่พุ่งจากระดับ 2 บาทต่อลิตร ไปแตะ 12-14 บาทต่อลิตรในช่วงวิกฤตล่าสุด
โดยมีรายงานจากแหล่งข่าว เผยว่า ข้อมูลที่ พิพัฒน์ทำไว้ ได้ถูก เอกนิตินำมาขยายผลต่อยอด โดยสั่งการให้กระทรวงพลังงานพิจารณา ‘ตัดต้นทุนส่วนเกิน’ ออกจากราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น พร้อมทบทวนความจำเป็นของ War Premium เพื่อสะท้อนราคาที่เป็นธรรมและโปร่งใสมากขึ้น
นโยบายนี้ไม่เพียงมุ่งลดราคาน้ำมัน แต่ยังเป็นการแก้ไขปัญหาที่โครงสร้าง เพื่อดูแลต้นทุนภาคขนส่ง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจ และส่งผลโดยตรงต่อค่าครองชีพของประชาชนในทุกระดับ โดยที่รัฐบาลจะเร่งให้ทันกับช่วงวันหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์นี้
“บทบาทของพิพัฒน์ จึงเปรียบเสมือนคนปูทาง ให้การแก้ปัญหาครั้งนี้เดินไปได้ไกลกว่าที่เคย จากการแก้เฉพาะหน้าสู่การแก้เชิงระบบ ที่แตะถึงต้นทุนจริงของภาคพลังงาน ซึ่งจะส่งผลโดยตรงต่อภาคขนส่ง อันเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจและค่าครองชีพของประชาชนทุกกลุ่ม โดยเฉพาะในช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ ที่ความต้องการใช้น้ำมันพุ่งสูง ดังนั้น ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของพลังงานไทย ชุดข้อมูลของพิพัฒน์ จึงถือว่ามีความสำคัญและเป็นชุดข้อมูลที่รองรับการเดินหน้าเต็มกำลังของรัฐบาลชุดใหม่”
— แหล่งข่าว กล่าว
โจทย์สำคัญ การปรับ ‘ต้นทุนส่วนเกิน’ จะเกิดขึ้นได้อย่างไร?
ข้อมูลดังกล่าวชี้ให้เห็นความเป็นไปได้ว่า ราคาน้ำมันไทยอาจถูกบวก ‘ต้นทุนแฝง’ หลายรายการ ทั้ง
• War Premium (ค่าความเสี่ยงจากสงคราม)
• ค่าขนส่งและประกันภัย
• สูตรคำนวณหน้าโรงกลั่นที่อาจไม่สะท้อนต้นทุนจริง
ทั้งที่ในความเป็นจริง ไทยไม่ได้พึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางเพียงแหล่งเดียว
คำถามคือ… หาก ‘ตัดต้นทุนส่วนเกิน’ เหล่านี้ออก ราคาน้ำมันจะลดลงทันทีหรือไม่? หรือจะติดข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่ฝังรากมานาน!
เดิมพันใหญ่ “แก้เฉพาะหน้า หรือปฏิรูปจริง”
แม้นโยบายครั้งนี้จะถูกวางกรอบให้เป็น ‘การแก้เชิงระบบ’ แต่ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อ
• กล้าปรับสูตรราคาหน้าโรงกลั่นอย่างโปร่งใส
• เปิดเผยโครงสร้างต้นทุนให้ตรวจสอบได้
• ลดอิทธิพลกลไกที่ผูกโยงกับราคาตลาดโลกแบบอัตโนมัติ
• และสำคัญที่สุด คือ “การตัดสินใจเชิงนโยบายที่ไม่ถูกแรงต้านทางธุรกิจถ่วงไว้”
เพราะโครงสร้างพลังงานไทย ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องราคา แต่เชื่อมโยงกับผู้มีส่วนได้เสียจำนวนมากในห่วงโซ่อุปทาน
จับตา ครม.ชุดใหม่ จะขับเคลื่อนนโยบายได้ต่อเนื่องเพียงใด
ในระยะสั้น การปรับเวลาและสูตรประกาศราคาน้ำมัน อาจช่วย ‘บรรเทา’ ความรู้สึกของผู้บริโภคได้
แต่ในระยะยาว คำถามสำคัญคือ รัฐบาลจะ ‘กล้าแตะโครงสร้างลึก’ แค่ไหน เพราะหากทำได้จริง นี่อาจเป็น “จุดเปลี่ยนของระบบพลังงานไทย” แต่หากทำไม่ได้ ก็อาจเป็นเพียง ‘นโยบายปลอบใจ’ ในช่วงวิกฤตราคาแพงเท่านั้น
ทั้งนี้ ในการรื้อโครงสร้างน้ำมันครั้งนี้ ไม่ใช่แค่ลดราคาในปั๊ม แต่คือการ “จัดระเบียบต้นทุนทั้งระบบ” ซึ่งจะส่งผลต่อเงินเฟ้อ ต้นทุนขนส่ง และกำลังซื้อของประเทศในวงกว้าง สิ่งนี้จึงเป็นบททดสอบสำคัญของรัฐบาลชุดนี้ ว่าจะ ‘แก้จริงแท้’ ได้แค่ไหน?




