แจกเงินแต่เศรษฐกิจไม่หมุน, ส่งออกแต่ของ Low-Tech, ต่างชาติมาตั้งฐานผลิตแต่ไม่ยอมถ่ายทอดวิชา และภาคเกษตรที่ถูกดูแลแบบ "เลี้ยงไข้" ไปวัน ๆ... นี่คือ 4 บั๊ก (Bug) เชิงโครงสร้างที่กำลังฉุดรั้งไม่ให้ประเทศไทยหลุดพ้นจากกับดักรายได้ปานกลาง แถมซ้ำร้าย คลื่นเทคโนโลยีระลอกใหม่กำลังจะทำให้คนวัย 40 ขึ้นไปตกงานเป็นเบือในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
SPACEBAR พาย้อนสู่วงเสวนาสาธารณะ "RE-THINK THAILAND: รื้อ ปรับ ขยับเศรษฐกิจ หาทางรอดให้คนไทย" จัดโดยสถาบันอิศรา (บสก. 12) ที่ระดมสมองทั้งนักวิชาการ แพลนเนอร์นโยบาย และตัวจริงจากภาคธุรกิจ มาร่วมกัน "ผ่าตัด" บาดแผลเรื้อรังของเศรษฐกิจไทยที่กำลังโตช้า และหาทางรอดก่อนที่ทุกอย่างจะสายเกินไป
ส่อง "4 Bugs" ตัวร้ายที่เกาะกินโครงสร้างไทย
รศ.ดร.วีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน สรุปภาพรวมปัญหาของประเทศออกมาเป็น "4 Bug" เชิงโครงสร้างที่ต้องเร่งกดปุ่มรีบูตใหม่ด่วนที่สุด:
1. อัดฉีดเงินแต่เงินไม่หมุน: มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐที่ผ่านมาเน้นการอัดเงินเข้าระบบ แต่ผลลัพธ์กลับแห้งแล้ง เงินไม่สะพัดไปถึงฐานรากอย่างที่ควรจะเป็น
2. ส่งออกสินค้า Low-Tech: แม้ไทยจะมีปริมาณการส่งออกสูง แต่ไส้ในกลับมีแต่สินค้าเทคโนโลยีต่ำ สะท้อนว่าความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลกของไทยกำลังถดถอย
3. FDI ไม่สร้างอุตสาหกรรมใหม่: โดยเฉพาะกรณีเม็ดเงินลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แม้เม็ดเงินจะไหลเข้าไทยจำนวนมาก แต่ไทยกลับไม่ได้อานิสงส์ในการต่อยอดสร้างอุตสาหกรรมใหม่ของตัวเอง หรือยกระดับทักษะแรงงานไทยเลย
4. เกษตรกรไทยถูก "เลี้ยงไข้": ภาครัฐเน้นการแจกเงินประคองชีพมากกว่าการรักษาที่ต้นเหตุ ปล่อยให้ครัวของโลกเผชิญปัญหารายได้ต่ำ หนี้สูง และแก่ตัวลงเรื่อย ๆ โดยเปลี่ยนไม่ทันโลก
SME อาการโคม่า ไตรมาสเดียวเสี่ยงหนี้เสียพุ่ง 22%
เมื่อหันมาดูฝั่งกระดูกสันหลังของชาติอย่างผู้ประกอบการรายย่อย ‘แสงชัย ธีรกุลวาณิช’ ประธานยุทธศาสตร์สมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เผยตัวเลขที่น่าตกใจว่า สัดส่วนธุรกิจ SME ที่ขาดทุนต่อเนื่องและเสี่ยงกลายเป็นหนี้เสีย (NPL) ขยับตัวขึ้นน่ากลัวมาก จาก 18% ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 พุ่งพรวดเป็น 22% ในไตรมาสแรกของปี 2569
สาเหตุหลักมาจากโครงสร้างที่เหลื่อมล้ำ แม้ SME จะมีจำนวนถึง 84% ของทั้งระบบ แต่กลับไม่มีอำนาจต่อรองเมื่อต้องชนกับทุนใหญ่ ทางรอดเดียวคือ SME ต้องเลิกแข่งกันตัดราคา แล้วหันมาใช้ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลยกระดับประสิทธิภาพการผลิต (Productivity) เพื่อผันตัวไปเป็นผู้ส่งออกทางตรง (Direct Exporter) ให้ได้
เตือนคนทำงานวัย 40+ คลื่นตกงานหลักหมื่นจ่อมาใน 3 เดือน
แต่สปอตไลท์ที่ส่องไปแล้วสะเทือนใจคนทำงานมากที่สุดมาจาก ‘ดร.ธนิต โสรัตน์’รองประธานสภาองค์การนายจ้างฯ ที่ส่งสัญญาณเตือนภัยถึงกลุ่ม Gen X และ Gen Y ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป ว่าในอีก 3-4 เดือนข้างหน้า คลื่นการเปลี่ยนผ่านสู่ ธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank) และการดิสรัปต์ของกระแสรถยนต์ EV จะทำให้แรงงานในภาคการเงินและยานยนต์ตกงานหลักหมื่นคน
"โลกธุรกิจข้างหน้าจะใช้คนน้อยลงเรื่อย ๆ และเลือกเก็บไว้เฉพาะคนเก่ง (Talent) เท่านั้น เพราะหุ่นยนต์และเครื่องจักรราคาถูกลงทุกวัน คนทำงานวัย 40+ ต้องเร่งอัปสกิลที่ใช้ได้จริง ไม่ใช่ทักษะที่ลอกมาจากตำรา และที่สำคัญ อย่าเพิ่งยอมแพ้หรือปล่อยให้ตัวเองเกิดภาวะเบิร์นเอาท์ (Burnout) ไปก่อน" ดร.ธนิต ระบุ
มองหา "ฮีโร่" และรื้อวิธีคิดเพื่อความอยู่รอด
แล้วทางออกของประเทศไทยอยู่ตรงไหน? ดร.นณริฏ พิศลยบุตร นักวิชาการอาวุโสจาก TDRI เสนอมุมมองแหวกแนวว่า นอกจากการพึ่งพา AI แล้ว ไทยต้องเปลี่ยนวิธีคิดจากการพัฒนาแบบกระจายตัว มาเป็นการ "สร้างคนเก่งระดับฮีโร่" ขึ้นมาขับเคลื่อนประเทศ
"ถ้าเราสร้างคนแบบ อีลอน มัสก์ ได้แค่คนเดียว มูลค่าที่เขาจะสร้างให้อาจสูงถึง 3 เท่าของ GDP ประเทศไทย ซึ่งเห็นผลไวกว่าการกระจายงบไปอุดหนุนแบบเดิม ๆ นอกจากนี้ยังต้องอุดรอยรั่วของเม็ดเงินในภาคบริการที่ไหลออกไปสู่แพลตฟอร์มต่างชาติหมด" ดร.นณริฏ กล่าว
บทสรุปจากเวทีนี้ชัดเจนว่า ถ้าภาครัฐยังไม่เลิกใช้นโยบายแบบ "เลี้ยงไข้" และภาคธุรกิจยังไม่ยอมเปลี่ยน Mindset ถอนตัวออกจากห่วงโซ่แบบเดิม ๆ ประเทศไทยในศักราช 2569 นี้ ก็คงยากที่จะสลัดหลุดจาก "กับดักรายได้ปานกลาง" ไปได้



