ธปท.ออกเกณฑ์ใหม่คุมค่าธรรมเนียมแบงก์ ลดภาระประชาชนและ SME

2 มิ.ย. 2569 - 17:09

  • ธปท.ออกมาตรฐานค่าธรรมเนียมใหม่ ครอบคลุม 4 กลุ่ม 19 รายการ

  • ปรับลดค่าบริการบัญชี บัตร ธุรกรรม และสินเชื่อ SME ให้เป็นธรรม

  • ห้ามแบงก์เรียกเก็บเพิ่มทดแทน พร้อมทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569

ธปท.ออกเกณฑ์ใหม่คุมค่าธรรมเนียมแบงก์ ลดภาระประชาชนและ SME

ธปท.ออกเกณฑ์ใหม่ “มาตรฐานค่าบริการการเงิน” คุมค่าธรรมเนียมแบงก์ ลดภาระประชาชน–SME ย้ำห้ามเรียกเก็บเพิ่มทดแทน

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา โครงสร้างค่าธรรมเนียมบริการทางการเงินของสถาบันการเงินไทยถูกตั้งคำถามมากขึ้น ทั้งในมิติความโปร่งใส ความสอดคล้องกับต้นทุนที่แท้จริง และความแตกต่างของอัตราค่าบริการระหว่างผู้ให้บริการแต่ละราย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นในการยกระดับมาตรฐานกลาง เพื่อให้ระบบการเงินมีความเป็นธรรมและสอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัลมากขึ้น

ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)จึงออกประกาศหลักเกณฑ์ใหม่ว่าด้วย “การกำหนดมาตรฐานค่าบริการและการให้บริการ” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการปรับลดค่าธรรมเนียมบางรายการให้เหมาะสมกับต้นทุนที่แท้จริง พร้อมสร้างมาตรฐานเดียวกันในการคิดค่าบริการของธนาคารพาณิชย์และผู้ให้บริการบัตรเครดิต เพื่อช่วยลดภาระของประชาชนทั่วไปและผู้ประกอบการ SMEs

วิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ระบุว่า การกำหนดเกณฑ์ดังกล่าวครอบคลุมค่าธรรมเนียมรวม 4 กลุ่มใหญ่ 19 รายการ ได้แก่ ค่าบริการที่เกี่ยวข้องกับบัญชีเงินฝาก บัตรอิเล็กทรอนิกส์ ธุรกรรมการชำระเงิน และสินเชื่อ SMEs โดยมีเป้าหมายให้ค่าบริการมีความโปร่งใส เป็นมาตรฐานเดียวกัน และสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงมากขึ้น

สำหรับค่าบริการบัญชีเงินฝาก ครอบคลุมรายการสำคัญ เช่น ค่าขอ statement ค่าหนังสือรับรองฐานะทางการเงิน และค่ารักษาบัญชีกรณีบัญชีไม่เคลื่อนไหวและยอดต่ำกว่าที่กำหนด ขณะที่กลุ่มบัตรอิเล็กทรอนิกส์ มีการปรับลดค่าธรรมเนียมแรกเข้าและรายปีของบัตร ATM และบัตรเดบิตพื้นฐาน รวมถึงค่าธรรมเนียมการกดเงินสดผ่านบัตรเครดิต

ในส่วนของธุรกรรมการชำระเงิน ธปท. กำหนดมาตรฐานค่าบริการสำหรับการฝาก ถอน โอนเงินผ่านช่องทางสาขาและอิเล็กทรอนิกส์ การโอนผ่านระบบบาทเนต การฝากเช็ค รวมถึงค่าธรรมเนียมบริการโอนเงินแบบ Bulk Payment และค่าชดเชยอัตราแลกเปลี่ยน เพื่อให้โครงสร้างค่าบริการมีความสอดคล้องกันมากขึ้นในระบบการเงินทั้งประเทศ

ขณะที่กลุ่มสินเชื่อ SMEs เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญของมาตรการ โดยมีการกำหนดเพดานค่าธรรมเนียม เช่น front-end fee ค่าต่ออายุวงเงินสินเชื่อ ค่าขยายระยะเวลาใช้วงเงิน ค่าชำระคืนก่อนกำหนด และค่าธรรมเนียมยกเลิกวงเงิน เพื่อช่วยลดต้นทุนทางการเงินของผู้ประกอบการรายย่อย และเพิ่มความโปร่งใสของสัญญาสินเชื่อ

ธปท. ยังย้ำชัดว่า ผู้ให้บริการไม่สามารถใช้วิธีการปรับขึ้นค่าบริการรายการอื่น หรือปรับโครงสร้างดอกเบี้ยเพื่อชดเชยรายได้ที่ลดลงจากมาตรการนี้ เว้นแต่มีเหตุจำเป็นที่พิสูจน์ได้ เช่น ต้นทุนเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ความเสี่ยงลูกค้าเปลี่ยนแปลง หรือสิ้นสุดมาตรการส่งเสริมการขาย

นอกจากนี้ หากสถาบันการเงินไม่สามารถปรับระบบให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด จะต้องดำเนินการคืนเงินส่วนต่างที่เรียกเก็บเกินแก่ลูกค้า พร้อมจัดทำแผนปรับระบบให้แล้วเสร็จตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยประกาศฉบับนี้จะทยอยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันถัดจากประกาศในราชกิจจานุเบกษา ไปจนถึงช่วงเดือนตุลาคม 2569 เพื่อเปิดระยะเวลาให้ผู้ให้บริการปรับตัว

มาตรการดังกล่าวสะท้อนทิศทางการกำกับดูแลภาคการเงินไทยที่มุ่งเพิ่มความโปร่งใส ลดความเหลื่อมล้ำด้านต้นทุนทางการเงิน และยกระดับมาตรฐานบริการให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจดิจิทัลและพฤติกรรมผู้ใช้บริการในปัจจุบัน

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์