ตลาดคริปโทเคอร์เรนซีเผชิญแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ หลัง Binance แพลตฟอร์มซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลรายใหญ่ที่สุดของโลก ยืนยันว่าตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางไซเบอร์ (Hack) ส่งผลให้เกิดความเสียหายด้านสินทรัพย์ดิจิทัลในวงกว้าง โดยบริษัทระบุว่าสามารถระงับและอายัดเงินที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ดังกล่าวได้แล้วมากกว่า 2.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ Chainalysis บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน ประเมินมูลค่าความเสียหายเบื้องต้นสูงถึงประมาณ 5.912 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
Binance เปิดเผยผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา (29 ตุลาคม) โดยระบุว่าเงินทุนของผู้ใช้งานยังคงปลอดภัย พร้อมยืนยันว่าบริษัทจะรับผิดชอบชดเชยความเสียหายทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ข้อความที่บริษัทเผยแพร่ออกมามีบางส่วนที่สร้างความสับสนให้กับตลาด เนื่องจากมีทั้งการยืนยันความปลอดภัยของเงินลูกค้าและการประกาศว่าจะครอบคลุมความเสียหายที่เกิดขึ้น
ด้าน Chainalysis ประเมินว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่ถูกขโมย ณ เวลาที่เกิดเหตุอยู่ที่ประมาณ 5.912 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งหากตัวเลขดังกล่าวได้รับการยืนยัน จะถือเป็นหนึ่งในการโจมตีทางไซเบอร์ที่สร้างความเสียหายครั้งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์อุตสาหกรรมคริปโทฯ และมีมูลค่าสูงกว่าเหตุการณ์แฮ็กแพลตฟอร์ม Bybit เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 ที่มีความเสียหายประมาณ 1.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเหตุการณ์ครั้งนั้นถูกเชื่อมโยงกับกลุ่มแฮ็กเกอร์ที่มีความเกี่ยวข้องกับเกาหลีเหนือ
ระงับฝาก-ถอนชั่วคราว ประสานหน่วยงานเร่งติดตามสินทรัพย์
Binance ระบุว่า เมื่อเวลาประมาณ 00.30 น. GMT ของวันศุกร์ บริษัทได้ระงับบริการฝากและถอนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นการชั่วคราว เพื่อให้ทีมงานดำเนินการตรวจสอบความปลอดภัย อายัดเงินที่เกี่ยวข้อง และประสานงานกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย
บริษัทระบุเพิ่มเติมว่า มูลค่าสินทรัพย์ที่สามารถอายัดได้อาจเพิ่มขึ้นอีก เนื่องจากยังคงทำงานร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ บริษัทผู้ออกสินทรัพย์ดิจิทัล บริษัทวิเคราะห์ข้อมูลบล็อกเชน และพันธมิตรในอุตสาหกรรม เพื่อสืบค้นเส้นทางธุรกรรมและระงับการเคลื่อนย้ายสินทรัพย์ที่เกี่ยวข้อง
ขณะที่ Changpeng Zhao หรือ CZ อดีตประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Binance ซึ่งปัจจุบันไม่ได้บริหารบริษัทแล้ว แต่ยังเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ แสดงความคิดเห็นว่า เหตุการณ์ดังกล่าวมีลักษณะเป็นการโจมตีทางไซเบอร์ต่อ Binance จริง พร้อมประเมินว่ามูลค่าความเสียหายอาจสูงกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐเล็กน้อย
Tether-Circle เร่งอายัด Stablecoin รวมกว่า 2.4 พันล้านดอลลาร์
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือความร่วมมือจากผู้ให้บริการ Stablecoin รายใหญ่ โดย Paolo Ardoinoประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Tether เปิดเผยว่า บริษัทได้อายัดสินทรัพย์มูลค่าประมาณ 1.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งเกี่ยวข้องกับความเป็นไปได้ในการโจมตีแพลตฟอร์ม Binance
ด้าน Jeremy Allaire ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร Circle บริษัทผู้ออกเหรียญ USDC ระบุว่า บริษัทได้อายัดสินทรัพย์ USDC ที่เกี่ยวข้องแล้วมากกว่า 800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ
ทั้งนี้ USDT และ USDC เป็น Stablecoin ที่ออกแบบให้มีมูลค่าอ้างอิงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ การที่ผู้ออกเหรียญสามารถระงับหรืออายัดสินทรัพย์ได้ จึงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสกัดการเคลื่อนย้ายเงินที่อาจเกี่ยวข้องกับการโจมตีทางไซเบอร์
อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้ Binance และผู้เชี่ยวชาญในอุตสาหกรรมยังไม่ได้เปิดเผยรายละเอียดที่ชัดเจนว่าแฮ็กเกอร์สามารถเจาะระบบเข้ามาได้อย่างไร ขณะที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ และสำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐฯ (FBI) ยังไม่ได้ให้ความเห็นต่อเหตุการณ์ดังกล่าว
ตลาดคริปโทฯ ผันผวน Bitcoin-Ethereum ร่วง หลังข่าวแฮ็กสะเทือนความเชื่อมั่น
ความกังวลต่อเหตุการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อราคาสินทรัพย์ดิจิทัล โดยข้อมูล ณ เวลาประมาณ 00.25 น. GMT พบว่า Bitcoin ปรับตัวลดลงเกือบ 5% ขณะที่ Ethereum ร่วงลงเกือบ 6% และ BNB ซึ่งเป็นเหรียญประจำระบบนิเวศของ Binance ปรับตัวลดลงเกือบ 10% ส่วน Stablecoin ส่วนใหญ่ยังเคลื่อนไหวในกรอบแคบตามกลไกการรักษามูลค่าให้ใกล้เคียงกับสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ
เหตุการณ์ครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลของผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับความสามารถที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ซึ่งอาจถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มศักยภาพในการโจมตีระบบเข้ารหัสข้อมูลและโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัยทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
สถานการณ์ดังกล่าวจึงไม่เพียงเป็นบททดสอบด้านความปลอดภัยของ Binance เท่านั้น แต่ยังสะท้อนความท้าทายของอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลในการรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้งาน ท่ามกลางความเสี่ยงจากภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้น




