เงินบาท ‘อ่อนค่าลง’ เปิดเช้านี้ 31.24 บาท/ดอลลาร์
จับตาสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลาง
พูน พานิชพิบูลย์ นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน Krungthai GLOBAL MARKETS ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า ค่าเงินบาทเปิดเช้าวันนี้ที่ระดับ 31.24 บาทต่อดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดสัปดาห์ก่อนหน้าที่ 31.09 บาทต่อดอลลาร์
นับตั้งแต่คืนวันศุกร์ที่ผ่านมา เงินบาท (USDTHB) พลิกกลับมาอ่อนค่าลง โดยเฉพาะในช่วงเช้าของตลาดการเงินเอเชีย ซึ่งเคลื่อนไหวในกรอบ 31.01–31.25 บาทต่อดอลลาร์ หลังสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์ได้หนุนให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ขณะที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงกว่า 7% อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทถูกชะลอลงบางส่วน หลังความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ดังกล่าวผลักดันราคาทองคำ (XAUUSD) ให้ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกัน
สัปดาห์ที่ผ่านมา เงินบาททยอยแข็งค่าขึ้น แม้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะปรับลดดอกเบี้ยนโยบายแบบเซอร์ไพรส์ตลาด ท่ามกลางแรงหนุนจากราคาทองคำที่ปรับตัวขึ้น และเงินดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง
สำหรับสัปดาห์นี้และระยะสั้น ตลาดควรจับตารายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ควบคู่กับสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด
มุมมองเศรษฐกิจทั่วโลก
ฝั่งสหรัฐอเมริกา
ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่สถานการณ์การสู้รบระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอล กับ อิหร่าน ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางราคาพลังงานโลก และกระทบต่อมุมมองของตลาดต่อแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางสหรัฐ (FED)
ล่าสุด ผู้เล่นในตลาดประเมินโอกาสราว 42% ที่ FED จะสามารถปรับลดดอกเบี้ยได้ 3 ครั้งในปีนี้ ทั้งนี้ มุมมองดังกล่าวอาจเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหลังรับรู้รายงานข้อมูลเศรษฐกิจสำคัญ โดยเฉพาะตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตร (Nonfarm Payrolls) เดือนกุมภาพันธ์
ขณะเดียวกัน ตลาดยังรอติดตามดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (ISM Manufacturing และ Services PMIs) เดือนกุมภาพันธ์ ยอดค้าปลีกเดือนมกราคม รวมถึงถ้อยแถลงของเจ้าหน้าที่ FED เพื่อประเมินทิศทางนโยบายการเงินเพิ่มเติม อีกทั้งรายงานผลประกอบการบริษัทจดทะเบียนก็อาจเป็นปัจจัยกำหนดบรรยากาศการลงทุนในระยะสั้น
ฝั่งยุโรป
ตลาดรอติดตามแนวโน้มเศรษฐกิจยูโรโซน ผ่านตัวเลข GDP ไตรมาส 4 ปี 2025 อัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ และยอดค้าปลีกเดือนมกราคม เพื่อประเมินทิศทางดอกเบี้ยนโยบายของ ธนาคารกลางยุโรป (ECB)
ปัจจุบัน ตลาดประเมินว่า ECB มีโอกาสราว 56% ที่จะปรับลดดอกเบี้ย 0.25% หนึ่งครั้งในปีนี้
ฝั่งเอเชีย
ตลาดรอประเมินเศรษฐกิจจีนผ่านรายงาน PMI ภาคการผลิตและบริการ ทั้งจากทางการจีนและภาคเอกชน รวมถึงติดตามข้อมูลเศรษฐกิจรายเดือนของ เวียดนาม อาทิ CPI ผลผลิตอุตสาหกรรม การส่งออก–นำเข้า และยอดค้าปลีก เดือนกุมภาพันธ์
ด้านนโยบายการเงิน นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ประเมินว่า ธนาคารกลางมาเลเซีย (BNM) มีแนวโน้ม “คงดอกเบี้ยนโยบาย” ที่ระดับ 2.75% ตลอดปี 2026 หลังเศรษฐกิจยังขยายตัวสอดคล้องกับเป้าหมาย
ฝั่งไทย
ตลาดรอติดตามดัชนี PMI ภาคการผลิต ดัชนีความเชื่อมั่นภาคธุรกิจ และอัตราเงินเฟ้อ CPI เดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญต่อการตัดสินใจของ ธนาคารแห่งประเทศไทย
อีกประเด็นที่ต้องจับตาคือ ความเสี่ยงจากสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจผลักดันราคาพลังงานปรับสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และสร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าพลังงานสุทธิ โดยนักวิเคราะห์บางส่วนประเมินว่า ราคาน้ำมันดิบอาจพุ่งสู่ระดับ 80–100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หากอิหร่านปิดช่องแคบ ช่องแคบฮอร์มุซ อย่างเป็นทางการ หลังมีรายงานการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันและการเตือนห้ามเดินเรือจากกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม
แนวโน้มค่าเงินบาท
เงินบาทยังมีความเสี่ยงเผชิญแรงกดดันฝั่งอ่อนค่าเพิ่มเติม จากความตึงเครียดภูมิรัฐศาสตร์ที่หนุนราคาพลังงานสูงขึ้น ซึ่งกระทบปัจจัยพื้นฐานเศรษฐกิจไทย
ขณะเดียวกัน ความผันผวนของราคาทองคำยังมีอิทธิพลต่อทิศทางเงินบาท และต้องติดตามผลของมาตรการจากธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างใกล้ชิด
แม้เงินบาทอ่อนค่า แต่คาดว่าแรงอ่อนค่าอาจชะลอลงบริเวณแนวต้าน 31.30 บาทต่อดอลลาร์ (แนวต้านถัดไป 31.50 บาทต่อดอลลาร์) ตามแรงขายเงินดอลลาร์จากผู้ส่งออก หากสถานการณ์สู้รบทยอยคลี่คลายก่อนการประกาศตัวเลขตลาดแรงงานสหรัฐฯ ในวันศุกร์นี้ แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าอาจลดลง และตลาดจะกลับมาให้น้ำหนักกับแนวโน้มดอกเบี้ย FED มากขึ้น
ในเชิงเทคนิค หากประเมินด้วยกลยุทธ์ Trend-Following เงินบาทอาจเคลื่อนไหวแบบ Sideways จนกว่าจะอ่อนค่าทะลุ 31.50 บาทต่อดอลลาร์อย่างชัดเจน
สำหรับแนวโน้มระยะกลาง (Time Frame Weekly) เงินบาทยังอยู่ในทิศทางแข็งค่า ตราบใดที่ยังไม่อ่อนค่าทะลุโซน 31.70-31.80 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับเส้นค่าเฉลี่ย 30 สัปดาห์ หากทะลุระดับดังกล่าว อาจต้องปรับมุมมองแนวโน้มใหม่
กรอบค่าเงินบาท
• กรอบสัปดาห์นี้: 31.00–31.75 บาทต่อดอลลาร์
• กรอบ 24 ชั่วโมงข้างหน้า: 31.10–31.35 บาทต่อดอลลาร์
ส่วนเงินดอลลาร์มีแนวโน้มแข็งค่าจากแรงหนุนความเสี่ยงภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเผชิญความผันผวนแบบ Two-way risk ขึ้นอยู่กับข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐฯ และการประเมินแนวโน้มดอกเบี้ยของ FED เป็นสำคัญ




