เอเซีย พลัสเตือนตลาดโลกเข้าโหมด ‘ระวังตัว’
แนะถือเงินสดรอจังหวะช้อนหุ้นไทย ชูเป็นหลุมหลบภัย รับอานิสงส์เลือกตั้งปี 2569
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ทิศทางการลงทุนล่าสุด ประเมินว่าตลาดการเงินโลกกำลังทยอยเข้าสู่ภาวะ ‘Risk-Off’ หรือโหมดหลีกเลี่ยงความเสี่ยง ท่ามกลางความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์และสภาพคล่องที่เริ่มตึงตัวมากขึ้น แนะนักลงทุนเพิ่มสัดส่วนการถือเงินสด เพื่อรอจังหวะเข้าลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยง โดยมองว่าตลาดหุ้นไทยยังมีบทบาทเป็น “หลุมหลบภัย (Safe Haven)” ที่น่าสนใจ โดยเฉพาะหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากการเลือกตั้งใหญ่ปี 2569
ตลาดโลกผันผวน สงคราม-สภาพคล่องกดดัน
ฝ่ายวิจัย ASPS ระบุว่า ปัจจัยเสี่ยงจากต่างประเทศทวีความรุนแรงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ราคาทองคำและราคาน้ำมันดิบ BRENT ปรับตัวขึ้นแรงราว +2.3% แตะระดับใกล้ 68 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล สะท้อนแรงซื้อสินทรัพย์ปลอดภัย หลังมีรายงานเครื่องบินรบสหรัฐฯ ยิงสกัดโดรนอิหร่านในทะเลอาหรับ ส่งผลให้ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกลับมาร้อนแรงอีกครั้ง
ขณะเดียวกัน สัญญาณด้านสภาพคล่องในตลาดโลกเริ่มเปราะบาง โดยผลสำรวจ BofA Global Fund Manager Survey พบว่าระดับการถือเงินสดของผู้จัดการกองทุนทั่วโลกลดลงเหลือเพียง 3.3% ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ ต่ำกว่าช่วงวิกฤตการเงินปี 2008 และช่วงโควิด-19 ปี 2020 สะท้อนว่านักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ได้เข้าลงทุนไปมากแล้ว ทำให้แรงซื้อใหม่ในระยะสั้นเริ่มจำกัด และความเสี่ยงด้านมูลค่า (Valuation) เริ่มตึงตัว
นอกจากนี้ ดัชนี Fear & Greed ปรับตัวลงเข้าสู่โซน “Fear” ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรเริ่มมีความน่าสนใจมากกว่าหุ้นสหรัฐฯ หลัง Earnings Yield Gap เริ่มติดลบ ส่งผลให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าในการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงในระยะถัดไป
การเมืองไทยปี 2569 ตัวแปรบวกตลาดหุ้น
สำหรับปัจจัยในประเทศ บล.เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักกับการเลือกตั้งทั่วไปที่คาดว่าจะมีขึ้นในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 โดยอ้างอิงข้อมูลจาก Polymarket ที่ประเมินว่า อนุทิน ชาญวีรกูล จากพรรคภูมิใจไทย มีโอกาสขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีสูงถึง 70% รองลงมาคือ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ที่ 21%
ฝ่ายวิจัยมองว่า หากผลการเลือกตั้งเป็นไปตามคาด พรรคภูมิใจไทยซึ่งมีจุดยืนเชิงนโยบายที่ยืดหยุ่น จะมีบทบาทสำคัญต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยสถิติย้อนหลังการเลือกตั้ง 6 ครั้งล่าสุดพบว่า SET Index มีโอกาสสูงถึง 83% ที่จะปรับตัวเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 1.8%-2.6% ตั้งแต่ช่วง 1 สัปดาห์ก่อนเลือกตั้งไปจนถึง 1 เดือนหลังเลือกตั้ง
ทั้งนี้ นโยบายเศรษฐกิจของพรรคภูมิใจไทยคาดว่าจะเน้นมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อและลดภาระค่าครองชีพ อาทิ สวัสดิการรัฐ ค่าไฟฟ้า สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) และการผลักดันเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งอาจช่วยหนุน GDP ไทยในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ให้เติบโตเกินระดับ 1.6%
กลยุทธ์ลงทุน ‘ถือเงินสด รอสะสมหุ้นไทย’
ภายใต้สภาวะตลาดโลกที่ผันผวน ASPS แนะนำให้นักลงทุนถือเงินสดในสัดส่วนราว 20%-30% ของพอร์ต เพื่อรอจังหวะเข้าซื้อเมื่อดัชนีย่อตัว พร้อมชี้ว่าตลาดหุ้นไทยยังโดดเด่นในฐานะแหล่งพักเงิน จากส่วนต่างผลตอบแทนตลาดหุ้น (MEYG) ที่อยู่ในระดับสูงถึง 4.79%
หุ้นเด่น (Top Picks)
• หุ้นรับกระแสเลือกตั้ง CPALL, TIDLOR
• หุ้นปันผลสูง พื้นฐานแข็งแกร่ง ICHI, COCOCO, SIRI, PTT, PTTEP
• ส่องหุ้นเทคโนโลยีโลก Nintendo vs AMD
สำหรับนักลงทุนที่มองโอกาสในตลาดต่างประเทศ ฝ่ายวิจัยหยิบยก 2 หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ขึ้นมาวิเคราะห์ ได้แก่
• Nintendo (7974 JP) รายได้ไตรมาส 4/2568 เติบโตถึง 99.3% จากยอดขายเครื่อง Switch 2 แม้อัตรากำไรขั้นต้นถูกกดดันจากต้นทุนชิปและภาษี เหมาะกับนักลงทุนที่เน้นความมั่นคงและรอการรับรู้รายได้จากซอฟต์แวร์เกมในระยะถัดไป
• AMD (AMD US) รายได้ทำสถิติสูงสุดใหม่จากชิป AI ตระกูล MI300 อย่างไรก็ตาม ระดับ P/E ยังอยู่ในเกณฑ์สูง เหมาะกับนักลงทุนสาย Growth ที่ยอมรับความผันผวนได้
โดยสรุป บล.เอเซีย พลัส มองว่าช่วงเวลานี้เป็นจังหวะ ‘ตั้งรับ’ มากกว่ารุก พร้อมใช้เงินสดเป็นอาวุธหลัก เพื่อรอเข้าลงทุนในตลาดหุ้นไทย ซึ่งยังมีปัจจัยเฉพาะตัวหนุนจากการเมืองและนโยบายภาครัฐในระยะถัดไป



