ตลาดหุ้นเอเชียปรับตัวขึ้นต่อเนื่องในวันพุธที่ผ่านมา โดยได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและสัญญาณทางการทูตที่ดีขึ้นรอบช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากดัชนีวอลล์สตรีทปิดที่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เมื่อคืนก่อน นักลงทุนพากันกลับเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงอีกครั้ง ภายหลังเทขายหนักมานานเกือบหนึ่งเดือน
เทคโนโลยีกลับมาเป็นพระเอก
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีเป็นตัวขับเคลื่อนหลักของการฟื้นตัวครั้งนี้ หลังจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งและแนวโน้มเชิงบวกจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Amazon, Microsoft และบริษัทวิเคราะห์ข้อมูล Palantir จุดประกายความสนใจต่อกลุ่มปัญญาประดิษฐ์ (AI) ขึ้นมาอีกครั้ง ความกังวลเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนด้าน AI ที่เคยกดดันตลาดเริ่มคลี่คลายลง
ดัชนี S&P 500 และดาวโจนส์ของสหรัฐปิดที่ระดับสูงสุดใหม่ในวันอังคาร พร้อมกับตลาดในปารีส มิลาน แฟรงก์เฟิร์ต และมาดริดที่ต่างทำจุดสูงสุดใหม่เช่นกัน
เกาหลี-ญี่ปุ่นนำโด่ง ฟื้นจากวิกฤตชิป
ดัชนีโคสปีของเกาหลีใต้พุ่งขึ้น 3.8% สู่ระดับ 6,598.49 จุด หลังจากก่อนหน้านี้ร่วงลงกว่า 40% จากจุดสูงสุดในเดือนมิถุนายน โดยหุ้นผู้ผลิตชิปอย่าง SK ไฮนิกซ์ และซัมซุง เคยดิ่งลงถึง 50% จากจุดสูงสุด ส่วนดัชนีนิกเกอิ 225 ของโตเกียวปรับขึ้น 3% สู่ระดับ 65,861 จุด และตลาดฮ่องกง เซี่ยงไฮ้ ซิดนีย์ และจาการ์ตาต่างปรับตัวเป็นบวก
ช่องแคบฮอร์มุซ-กุญแจสู่ตลาดสงบ
ปัจจัยสำคัญอีกประการคือความหวังในการเจรจาระหว่างสหรัฐและอิหร่าน รัฐมนตรีกระทรวงการคลังสหรัฐ สก็อตต์ เบสเซนต์ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ CNBC ว่า "มีโอกาสที่เราอาจได้ข้อตกลงวันนี้หรือพรุ่งนี้เพื่อเปิดช่องแคบ" พร้อมระบุว่าราคาพลังงานที่ลดลงจะเป็นประโยชน์ต่อทั้งโลก
ราคาน้ำมันดิบ WTI ร่วงลงต่ำกว่า 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อยู่ที่ 74.94 ดอลลาร์ ขณะที่เบรนต์อยู่ที่ 78.80 ดอลลาร์ ลดลงกว่า 10% ในสัปดาห์นี้ ส่งผลให้ความกังวลด้านเงินเฟ้อและแรงกดดันต่อธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ในการปรับขึ้นดอกเบี้ยลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
จับตาตัวเลขจ้างงานสหรัฐ
นักลงทุนยังคงติดตามการเปิดเผยข้อมูลตลาดแรงงานสหรัฐที่จะออกมาในสัปดาห์นี้ ซึ่งจะเป็นตัวกำหนดทิศทางการตัดสินใจด้านนโยบายการเงินของเฟดในระยะถัดไป






