ตลาดหุ้นในภูมิภาคเอเชียส่วนใหญ่ปิดในแดนลบเมื่อวันพฤหัสบดี หลังนักลงทุนเร่งขายหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีและเซมิคอนดักเตอร์อย่างต่อเนื่อง สะท้อนความกังวลว่ากระแสการลงทุนในปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่เคยหนุนตลาดทั่วโลกสู่ระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์อาจถึงจุดอิ่มตัวแล้ว
KOSPI เกาหลีใต้รับแรงเทขายหนักสุด
ดัชนี KOSPI ของเกาหลีใต้ได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุด โดยดิ่งลงเกือบ 7% ในช่วงเช้า ก่อนฟื้นตัวบางส่วนและปิดที่ระดับ 8,037.89 จุด ลดลง 3.2% โดยหุ้นยักษ์ใหญ่ชิปอย่าง SK Hynix และ Samsung ต่างร่วงลงมากกว่า 8% นักวิเคราะห์ระบุว่าแรงขายส่วนหนึ่งเกิดจากนักลงทุนรายย่อยถูกบังคับปิดสถานะจากการลงทุนด้วยเงินกู้ นอกจากนี้ สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า Apple อยู่ระหว่างเจรจาซื้อชิปจากบริษัทจีนสองแห่ง ซึ่งกดดันหุ้นผู้ผลิตชิปทั่วภูมิภาค
ในโตเกียว หุ้น Kioxia ผู้ผลิตชิปของญี่ปุ่น ร่วงลงชั่วคราวกว่า 14% ขณะที่ดัชนีนิกเกอิ 225 ปิดลง 1.3% ที่ระดับ 69,591.75 จุด
"เกาหลีใต้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุดของการถอนตัวออกจากหุ้น AI" สตีเฟน อินเนส จาก SPI Asset Management กล่าว พร้อมเสริมว่าปัญหาไม่ใช่ความสำคัญของบริษัทเหล่านี้ แต่คือการที่นักลงทุนที่ใช้เลเวอเรจสูงพากันเทขายออกมาพร้อมกัน
เฟดส่งสัญญาณเงินเฟ้อเริ่มชะลอ
ท่ามกลางแรงกดดันในตลาด ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) เควิน วอร์ช ให้ความมั่นใจแก่นักลงทุนในการกล่าวสุนทรพจน์ที่งานประชุมประจำปีของธนาคารกลางยุโรปที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส โดยระบุว่า "ความคาดหวังเงินเฟ้อและความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อลดลงในช่วง 4 สัปดาห์ที่ผ่านมา" พร้อมยืนยันเป้าหมายดึงเงินเฟ้อกลับสู่ระดับ 2%
สัญญาณดังกล่าวช่วยจำกัดการร่วงลงของตลาด ขณะที่ข้อมูลจากบริษัท ADP พบว่าภาคเอกชนสหรัฐฯ สร้างงานได้เพียง 98,000 ตำแหน่งในเดือนที่ผ่านมา ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 120,000 ตำแหน่ง ซึ่งอาจลดแรงกดดันต่อการปรับขึ้นดอกเบี้ย
ราคาน้ำมันปรับลง หลังสหรัฐฯ-อิหร่านเจรจา
ราคาน้ำมันดิบปรับลดลงมากกว่า 1% โดยน้ำมัน West Texas Intermediate อยู่ที่ 67.69 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และ Brent อยู่ที่ 70.80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังสหรัฐฯ และอิหร่านเริ่มการเจรจาเพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซอย่างถาวร โดยบลูมเบิร์กรายงานว่าปริมาณน้ำมันผ่านช่องแคบดังกล่าวแตะระดับกว่า 10 ล้านบาร์เรลต่อวัน อย่างไรก็ตาม ชารู ชานาน่า จาก Saxo Markets เตือนว่านักลงทุนไม่ควรมองราคาน้ำมันที่ลดลงว่าเป็นสัญญาณสิ้นสุดปัญหาเงินเฟ้อ เพราะแรงกดดันด้านค่าจ้างและภาษีนำเข้ายังคงสูง






