บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินภาพรวมตลาดการลงทุนว่า บรรยากาศการลงทุนทั่วโลกเริ่มเข้าสู่โหมด ‘Risk On’ อีกครั้ง โดยนักลงทุนมีภาวะ ‘ชินชา’ ต่อความตึงเครียดของสงครามระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน แม้การเจรจาล่าสุดจะไม่ประสบผลสำเร็จ และอิหร่านยังคงปิดช่องแคบฮอร์มุซ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น
โดยราคาน้ำมันดิบ WTI และ BRENT ขยับขึ้นแตะระดับ 95 และ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรลตามลำดับ อย่างไรก็ตาม ความผันผวนของราคากลับลดลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับช่วงเริ่มต้นของสงคราม
ขณะที่ข้อมูลตลาดออปชันน้ำมัน WTI พบว่า นักลงทุนเปิดสถานะขาย (PUT) มากกว่าซื้อ (CALL) อย่างชัดเจน ทั้งในด้าน Premium ที่สูงกว่า 2.46 เท่า และ Open Interest ที่มากกว่า 1.17 เท่า สะท้อนมุมมองว่าราคาน้ำมันในระยะกลาง-ยาวมีแนวโน้มปรับตัวลดลง
จับตา 3 ปัจจัยโลก กำหนดทิศทางตลาด
สำหรับสัปดาห์วันที่ 27 เม.ย. - 1 พ.ค. 2569 มี 3 ปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม ได้แก่
1. นโยบายดอกเบี้ยโลกตึงตัวขึ้น
แรงกดดันจากเงินเฟ้อที่มาจากราคาพลังงาน อาจทำให้ธนาคารกลางหลัก เช่น BOC, ECB, BOE และ BOJ มีแนวโน้มใช้นโยบายการเงินแบบเข้มงวดมากขึ้นในระยะถัดไป
2. งบกลุ่มบิ๊กเทคสหรัฐฯ
นำโดย META, AMAZON, ALPHABET และ MICROSOFT โดยในอดีต หุ้นกลุ่ม Software มักเผชิญแรงขายหลังประกาศงบ จากความกังวลต้นทุน AI ขณะที่กลุ่ม Semiconductor มักได้แรงหนุนจากดีมานด์ชิปที่เพิ่มขึ้น
3. GDP สหรัฐฯ ไตรมาส 1/69
ตลาดคาดขยายตัว 2.1% QoQ เพิ่มขึ้นจาก 0.5% ในไตรมาสก่อน สะท้อนเศรษฐกิจยังแข็งแกร่ง และอาจทำให้ FED ชะลอการลดดอกเบี้ยออกไป
ส่งออกไทยนิวไฮ แต่ขาดดุลกดดัน Fund Flow
ด้านเศรษฐกิจไทย กระทรวงพาณิชย์รายงานมูลค่าการส่งออกเดือนมีนาคม 2569 ทำสถิติสูงสุดใหม่ที่ 35,157 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เติบโต 18.7% เมื่อเทียบกับปีก่อน โดยมีแรงหนุนจากกลุ่มสินค้าอุตสาหกรรมและอาหาร อย่างไรก็ตาม การนำเข้าที่ขยายตัวสูงกว่า ส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 8 ซึ่งอาจเป็นปัจจัยกดดันกระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายและค่าเงินบาทในระยะสั้น
ขณะเดียวกัน ตลาดยังจับตาแนวโน้มที่ภาครัฐอาจออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ โดยมีความเป็นไปได้ในการใช้การกู้เงินวงเงินราว 5 แสนล้านบาท เพื่ออัดฉีดสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ ซึ่งอาจเป็นทั้งแรงหนุนต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจในระยะถัดไป และปัจจัยที่ต้องติดตามต่อผลกระทบด้านดอกเบี้ยและสภาพคล่องในระบบการเงิน
ในเชิงกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นเลือกลงทุนในหุ้นที่มีความผันผวนต่ำ ได้แก่ BBL, BEM และ BDMS ควบคู่กับการสะสมหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นช้ากว่าปัจจัยพื้นฐาน และหุ้นที่คาดว่าจะได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ โดยกำหนดหุ้นเด่น (Prime Picks) ได้แก่ BEM, BBL และ SCGP




