เจาะงบ SME ปี 69-70 สสว. ทุ่มเกือบ 80 ล้าน "สร้างแบรนด์" สวนทางวิกฤต

15 ก.ค. 2569 - 15:30

  • โครงสร้างงบประมาณส่งเสริม SME ปี 2570 ที่มีวงเงินรวม 14,748 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ภาครัฐกำลังโฟกัสไปที่การแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อไม่ให้ธุรกิจล้ม

  • สภาวะวิกฤต ผู้ประกอบการต้องการเงินทุนหมุนเวียนและการพัฒนามาตรฐานสินค้าเพื่อความอยู่รอด 

  • ต้องการอะไรระหว่าง SME จำชื่อ สสว. กับทำให้ SME อยู่รอดด้วยงบประมาณสนับสนุน

เจาะงบ SME ปี 69-70 สสว. ทุ่มเกือบ 80 ล้าน "สร้างแบรนด์" สวนทางวิกฤต

ท่ามกลางสภาวะเศรษฐกิจที่ #ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ทั่วประเทศกำลังดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด รัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณเพื่ออัดฉีดและพยุงภาคธุรกิจอย่างต่อเนื่อง แต่เมื่อกางไส้ในของงบประมาณและสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง กลับพบตัวเลขที่น่าสนใจและชวนตั้งคำถาม โดยเฉพาะงบ "สร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์" ของหน่วยงานหลักอย่าง สสว. ที่สูงเฉียด 80 ล้านบาท

นี่คือการวิเคราะห์เจาะลึกว่า เม็ดเงินเหล่านี้กำลังถูกใช้ไปในทิศทางใด และอะไรคือสิ่งที่จะสร้าง "ประโยชน์" ให้กับ SME ไทยได้อย่างแท้จริง

ภาพรวมงบปี 2570 เน้น "ต่อลมหายใจ" มากกว่า "ติดปีก"

จากข้อมูลโครงสร้างงบประมาณส่งเสริม SME ปี 2570 ที่มีวงเงินรวม 14,748 ล้านบาท สะท้อนให้เห็นชัดเจนว่า ภาครัฐกำลังโฟกัสไปที่การแก้ปัญหาระยะสั้นเพื่อไม่ให้ธุรกิจล้ม โดยแบ่งสัดส่วนดังนี้ 77.6% (11,440 ล้านบาท)  เทไปที่ กลุ่มสินเชื่อและการค้ำประกัน เพื่อเสริมสภาพคล่องและประคองธุรกิจ 8.8% (1,295 ล้านบาท) กลุ่มพัฒนาศักยภาพและให้คำปรึกษา 10% (1,497 ล้านบาท) กลุ่มเทคโนโลยี มาตรฐานสินค้า (1,097 ล้านบาท) และการตลาด/ออกบูธต่างประเทศ (401.2 ล้านบาท)

ตัวเลขนี้บ่งบอกว่า สภาพของ SME ไทยในปัจจุบันยังคงอยู่สถานการณ์ที่ ลำบาก และต้องการ "เงินทุนหมุนเวียน" เป็นสายน้ำเกลือหลัก มากกว่าการนำเงินไปต่อยอดนวัตกรรม

เจาะงบ สสว. ปี 2569 สะดุดตากับแคมเปญ "สร้างแบรนด์" เกือบ 80 ล้าน

เมื่อเจาะดูข้อมูลของ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ในส่วนของกองทุนส่งเสริม SME ที่ได้รับงบประมาณในปี 2569 จำนวน 560 ล้านบาท กลับพบข้อมูลการจัดซื้อจัดจ้างผ่านระบบ e-GP ที่น่าสนใจ

พบสัญญาจ้าง "สร้างการรับรู้และจดจำแบรนด์ สสว." มีมูลค่าสูงถึง 79.40 ล้านบาท

เมื่อนำตัวเลขนี้มาคำนวณเปรียบเทียบ จะพบสัดส่วนที่น่าตกใจ คิดเป็น 14.18% ของงบประมาณกองทุนฯ ที่ได้รับทั้งหมด (560 ล้านบาท) คิดเป็น 28.70% ของมูลค่าสัญญารวมของ สสว. ในขณะนั้น (276.62 ล้านบาท)(หมายเหตุ: ตัวเลข 79.40 ล้านบาท เป็นมูลค่าสัญญาจากระบบ e-GP แสดงถึงความมุ่งมั่นในการใช้งบประมาณแม้จะยังไม่ใช่ตัวเลขการเบิกจ่ายจริงจากระบบ GFMIS ก็ตาม)

งบ PR VS งบพัฒนาธุรกิจ อะไรเกิดประโยชน์กว่ากัน?

เมื่อนำข้อมูลทั้ง 2 ส่วนมาประกอบกัน คำถามสำคัญที่สังคมต้องร่วมกันพิจารณาคือ การทุ่มงบเกือบ 80 ล้านบาทเพื่อให้คน "จำชื่อ สสว. ได้" คุ้มค่าและเกิดประโยชน์สูงสุดหรือไม่?

มุมมองด้านความจำเป็น (ทำไมต้องสร้างแบรนด์?) หากมองในมุมของ สสว. อาจให้เหตุผลว่า หากผู้ประกอบการไม่รู้จักหน่วยงาน ก็จะไม่ทราบช่องทางการเข้าถึงความช่วยเหลือ (ดังเช่นงบ 1.4 หมื่นล้านในปี 2570 ที่ต้องผ่านหน่วยงานรัฐ) การสร้างการรับรู้จึงเป็นด่านแรกที่จะดึง SME เข้าสู่ระบบการช่วยเหลือ

มุมมองด้านความคุ้มค่า (ประโยชน์ที่สูญเสียไป / Opportunity Cost)

เมื่อเทียบกับบริบทที่ 77.6% ของ SME กำลังต้องการเงินไปประคองธุรกิจ เงิน 79.4 ล้านบาท สามารถสร้างผลกระทบเชิงบวก (Impact) โดยตรงได้มหาศาล เช่น 

เทียบกับงบการตลาดต่างประเทศ  งบ PR สสว. ก้อนเดียว คิดเป็นเกือบ 20% ของงบออกบูธต่างประเทศทั้งประเทศในปี 2570 (401.2 ล้านบาท)

เทียบกับการให้ทุนตั้งต้น (Seed Fund): หากนำเงิน 79.4 ล้านบาท ไปแจกจ่ายเป็นทุนสนับสนุนนวัตกรรม ทุนละ 100,000 บาท จะสามารถช่วยต่อยอดให้ SME ได้ถึง 794 กิจการ

อะไรคือสิ่งเกิดประโยชน์กว่ากัน?

ในสภาวะที่ผู้ประกอบการเข้มแข็งและเศรษฐกิจเฟื่องฟู การสร้างแบรนด์องค์กรอาจเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อยกระดับภาพลักษณ์ แต่ใน "สภาวะวิกฤต" ที่ผู้ประกอบการต้องการเงินทุนหมุนเวียนและการพัฒนามาตรฐานสินค้าเพื่อความอยู่รอด "การนำงบประมาณไปสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม (Tangible Benefits)" ย่อมเกิดประโยชน์โดยตรงและยั่งยืนกว่าการสร้างเพียงการรับรู้ (Awareness)

ชื่อเสียงและภาพจำของหน่วยงานรัฐที่ดีที่สุด อาจไม่ได้มาจากป้ายโฆษณา แคมเปญไวรัล หรืองานอีเวนต์ราคาแพง แต่เกิดจาก "ประสิทธิภาพของมาตรการ" และความสามารถในการเข้าไปช่วยเหลือ SME ให้รอดพ้นจากวิกฤตได้อย่างแท้จริง

ท้ายที่สุด สสว. อาจต้องตอบคำถามผู้ประกอบการให้ได้ว่า ระหว่าง "SME ที่จำชื่อ สสว. ได้แต่ธุรกิจต้องปิดตัวลง" กับ "SME ที่ได้เงินทุนไปต่อลมหายใจจนรอด" รัฐบาลต้องการเห็นผลลัพธ์แบบใดมากกว่ากัน? และเมื่องบประมาณนี้ถูกจัดสรรไปแล้ว ควรวัดผลอย่างเป็นรูปธรรมว่าเม็ดเงินกว่า 80 ล้านบาท สามารถสร้างการรับรู้ได้ดีขี้นอย่างไร เป็นประโยชน์กับ SMEs อย่างไร

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์