SME ไทย มีจุดอ่อนอะไร ก่อนเข้า OECD เส้นทาง SME ไทยสู่ OECD ตอนที่ 2
โดย ดร.อุดมธิปก ไพรเกษตร
SME ไทยไม่ได้เริ่มต้นจากจุดเดียวกัน ร้านค้ารายย่อย โรงงานที่เป็นคู่ค้าบริษัทใหญ่ ธุรกิจดิจิทัล ร้านอาหาร และผู้ส่งออก มีทั้งตลาด ระบบงาน และทรัพยากรต่างกัน การพูดรวมว่า “SME ไทยอ่อนแอ” จึงไม่ช่วยให้เห็นว่ากิจการใดต้องแก้อะไรก่อน
บางกิจการมีบัญชีที่ตรวจสอบได้ มีระบบควบคุมคุณภาพ และเคยผ่านการประเมินจากลูกค้ารายใหญ่ ขณะที่อีกจำนวนมากยังใช้เงินส่วนตัวปนกับเงินธุรกิจ พึ่งเจ้าของ และไม่มีบุคลากรเฉพาะด้าน จุดอ่อนที่สำคัญจึงอยู่ที่ความสามารถเปลี่ยนมาตรฐานใหม่ให้เป็นวิธีทำงานที่กิจการรับไหว
ฐานของ SME ไทยเป็นกิจการรายย่อย
ข้อมูลที่ OECD อ้างอิงจาก สสว. สำหรับสิ้นปี 2566 ระบุว่า วิสาหกิจรายย่อยมีประมาณร้อยละ 84.5 ของ MSME ทั้งหมด ขณะที่กิจการขนาดกลางมีประมาณร้อยละ 1.5 ตัวเลขนี้ต้องอ่านควบคู่กับปีข้อมูลและฐานทะเบียน แต่สะท้อนชัดว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่มีคน เวลา และงบประมาณจำกัด
เจ้าของกิจการจำนวนมากต้องขาย จัดซื้อ ทำบัญชี ดูแลพนักงาน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าด้วยตนเอง มาตรฐานที่เป็นงานประจำของกิจการขนาดกลางจึงอาจกลายเป็นภาระใหญ่สำหรับรายย่อย หากรัฐหรือผู้ซื้อใช้วิธีเดียวกันกับทุกกิจการ
บัญชีที่ไม่ตอบคำถามธุรกิจ
SME จำนวนมากมีรายได้และลูกค้า แต่แสดงสถานะทางการเงินได้ไม่ชัด บางแห่งไม่แยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจ บันทึกรายรับรายจ่ายไม่ครบ หรือทำบัญชีเพื่อยื่นภาษีมากกว่านำมาใช้บริหาร
เมื่อข้อมูลไม่น่าเชื่อถือ ธนาคารประเมินความสามารถชำระหนี้ได้ยาก นักลงทุนมองไม่เห็นศักยภาพ และผู้ประกอบการเองไม่รู้ต้นทุน กำไร หรือกระแสเงินสดที่แท้จริง OECD ยังชี้ว่าหลักประกัน ประวัติสินเชื่อ และข้อมูลทางการเงินเป็นอุปสรรคสำคัญของ SME ไทย
ในระบบที่ใช้ข้อมูลตัดสินใจมากขึ้น กิจการที่มีรายได้แต่ไม่มีหลักฐานอาจเสียเปรียบธุรกิจที่เล็กกว่าแต่แสดงสถานะของตนได้ชัด
ระบบงานที่พึ่งคนมากกว่ากระบวนการ
หลายกิจการพึ่งเจ้าของหรือพนักงานหลักเพียงไม่กี่คน ความรู้เรื่องลูกค้า คู่ค้า ราคา และวิธีทำงานไม่ได้ถูกถ่ายทอด เมื่อคนสำคัญไม่อยู่ งานจึงชะงักและตรวจสอบย้อนหลังได้ยาก
ข้อจำกัดไม่ได้อยู่ที่จำนวนคนเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่งานสำคัญทำซ้ำ ส่งต่อ และวัดผลได้หรือไม่ กิจการใหญ่สามารถกระจายข้อกำหนดใหม่ให้หลายฝ่าย ส่วน SME มักเพิ่มภาระให้คนเดิมโดยไม่ตัดงานเก่าหรือปรับกระบวนการ
ดิจิทัลที่ยังไม่มีข้อมูลเป็นฐาน
การขายออนไลน์ ใช้สื่อสังคม โปรแกรมบัญชีบน Cloud หรือรับชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ ไม่ได้แปลว่ากิจการพร้อมด้านดิจิทัล ข้อมูลลูกค้าอาจอยู่ในโทรศัพท์พนักงาน เอกสารสำคัญอยู่ในบัญชีส่วนตัว และไม่มีระบบสำรอง
เมื่อธนาคาร ลูกค้า หรือรัฐขอข้อมูล กิจการต้องรวบรวมใหม่ทุกครั้งและไม่แน่ใจว่าตัวเลขใดถูกต้อง จุดอ่อนนี้ยังจำกัดการใช้ AI เพราะเครื่องมือที่เร็วขึ้นไม่ช่วยเมื่อข้อมูลตั้งต้นไม่พร้อม และอาจขยายความผิดพลาดหรือความเสี่ยงแทน
มาตรฐานที่ยังไม่เชื่อมกับตลาด
ผู้ส่งออก ผู้เป็นคู่ค้าของบริษัทใหญ่ และกิจการที่ทำงานกับรัฐ จะถูกถามละเอียดขึ้นเกี่ยวกับวัตถุดิบ แรงงาน สิ่งแวดล้อม การป้องกันสินบน คุณภาพ และความปลอดภัยของข้อมูล
กิจการที่เคยผ่านมาตรฐานหรือการตรวจประเมินย่อมได้เปรียบ เพราะมีระบบและหลักฐานรองรับ ขณะที่กิจการที่พึ่งความไว้วางใจส่วนบุคคลอาจพบว่า คุณภาพสินค้าและความสัมพันธ์เดิมไม่เพียงพอ หากอธิบายไม่ได้ว่าจัดการความเสี่ยงอย่างไร
การมีใบรับรองโดยไม่เชื่อมกับลูกค้า ผลิตภาพ หรือคำสั่งซื้อ อาจเพิ่มต้นทุนมากกว่าสร้างโอกาส การยกระดับจึงต้องเริ่มจากข้อกำหนดของตลาดจริง
ขนาดกิจการไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
กิจการขนาดใกล้กันอาจมีความพร้อมต่างกันมาก บางแห่งเชื่อมกับตลาดและมีระบบแล้ว บางแห่งสินค้าดีแต่ระบบหลังบ้านยังไม่ครบ ขณะที่กิจการกำไรต่ำหรืออยู่นอกระบบอาจต้องเริ่มจากบัญชีและข้อมูลพื้นฐานก่อน
การประเมินจึงควรดูอุตสาหกรรม ลูกค้า ความเสี่ยง พื้นที่ และระบบงานร่วมกับขนาด กิจการรายเล็กที่มีข้อมูลดีอาจพร้อมกว่ากิจการที่ใหญ่กว่าแต่พึ่งบุคคลและไม่มีหลักฐาน
สิ่งที่ SME ควรเริ่ม
ผู้ประกอบการควรเริ่มจากแยกเงินส่วนตัวออกจากเงินธุรกิจ และทำให้บัญชีตอบได้ว่าสินค้าหรือบริการใดทำกำไร จากนั้นระบุงานกับข้อมูลที่หากหายแล้วธุรกิจหยุด พร้อมกำหนดผู้รับผิดชอบและวิธีสำรอง
ก่อนลงทุนเพิ่ม ควรถามลูกค้า ธนาคาร หรือคู่ค้าหลักว่าต้องการข้อมูล มาตรฐาน หรือหลักฐานอะไร แล้วเลือกช่องว่างหนึ่งเรื่องที่กระทบกฎหมาย รายได้ หรือความต่อเนื่องมากที่สุด กำหนดผลลัพธ์ที่วัดได้และลงมือจากจุดนั้น
รัฐต้องออกแบบการสนับสนุนจากจุดเริ่มต้นของกิจการ
มาตรการสำหรับวิสาหกิจรายย่อยต้องเรียบง่าย ต้นทุนต่ำ และมีผู้ช่วย ส่วนกิจการขนาดเล็กและขนาดกลางที่ต้องการเข้าสู่ตลาดใหม่ควรได้รับการสนับสนุนที่เชื่อมบัญชี ข้อมูล ผลิตภาพ มาตรฐาน เงินทุน และลูกค้าเข้าด้วยกัน
การประเมินความพร้อมต้องนำไปสู่บริการจริง ปัญหาบัญชีต้องเข้าถึงผู้ช่วยวางระบบ ปัญหาข้อมูลหรือความปลอดภัยไซเบอร์ต้องมีบริการกลางที่ใช้ได้ ส่วนการยกระดับมาตรฐานต้องเชื่อมกับการพัฒนาคู่ค้าและคำสั่งซื้อ
รัฐควรใช้ SME Big Data และข้อมูลผู้ประกอบการเพื่อแบ่งกลุ่ม วัดต้นทุน และกำหนดช่วงเปลี่ยนผ่านตามความเสี่ยง ผลสำเร็จควรดูว่ากิจการลดต้นทุน เพิ่มผลิตภาพ เข้าถึงทุน รักษาลูกค้า หรือเข้าสู่ตลาดใหม่ได้เพียงใด
มาตรฐานเดียวกันย่อมสร้างผลต่างกัน เมื่อกิจการแต่ละแห่งมีข้อมูล คน ระบบงาน และตลาดไม่เหมือนกัน การเตรียม SME จึงต้องเริ่มจากการยอมรับความแตกต่างนั้นก่อนออกแบบวิธีช่วยเหลือ
แหล่งข้อมูล
● สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, SME Big Data
● สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, รายงานสถานการณ์ SME ปี 2568, 2568
● สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม, ชุดข้อมูลจำนวนวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
● OECD, Financing SMEs and Entrepreneurs 2026: Thailand, 2026




