‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?

26 ส.ค. 2569 - 11:21

  • จับตาบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ หากทะลุ 5% เสี่ยงกดต้นทุนการเงินทั่วโลก

  • เศรษฐกิจไทยฟื้นแต่ยังเปราะบาง เงินเฟ้อมีโอกาสต่ำกว่าคาด

  • ประเมิน กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1% พร้อมจับตาแผนลงทุนใหญ่รัฐบาล

‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?

ดร.ปิยศักดิ์ มานะสันต์ หัวหน้านักวิจัยเศรษฐกิจ สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ให้สัมภาษณ์ในรายการ “สนามข่าว 96” วิเคราะห์ทิศทางเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย โดยชี้ว่าความเสี่ยงสำคัญในเวลานี้ไม่ใช่สงคราม แต่เป็นการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ (Bond Yield) ซึ่งอาจกลายเป็นแรงกดดันต่อต้นทุนทางการเงินทั่วโลก หากปรับตัวสูงเกินระดับ 5%

พร้อมประเมินว่า เศรษฐกิจไทยยังอยู่ในภาวะฟื้นตัวแบบเปราะบาง เงินเฟ้อมีแนวโน้มต่ำกว่าคาด และคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีโอกาสสูงที่จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ต่อเนื่อง

จับตา ‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ ความเสี่ยงใหม่ของเศรษฐกิจโลก

ดร.ปิยศักดิ์ อธิบายว่า ประเด็นที่ตลาดการเงินทั่วโลกกำลังจับตา คือการที่รัฐบาลสหรัฐฯ พยายามออกมาตรการบริหารจัดการพันธบัตร เพื่อกดอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลระยะยาว หลังบอนด์ยีลด์ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงที่ผ่านมา

เขาระบุว่า ก่อนหน้านี้หลายฝ่ายกังวลว่าสงครามจะเป็นปัจจัยเสี่ยงหลักของเศรษฐกิจโลก แต่เมื่อความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์เริ่มลดลง ตลาดกลับหันมาให้น้ำหนักกับการพุ่งขึ้นของบอนด์ยีลด์แทน เพราะสิ่งนี้จะทำให้ต้นทุนทางการเงินของทั้งรัฐบาลและภาคเอกชนสูงขึ้น

ปัจจุบัน พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อายุ 30 ปี ให้ผลตอบแทนสูงกว่า 5.3% ขณะที่พันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 4.6–4.7% ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับช่วงที่ผ่านมา

หากบอนด์ยีลด์ทะลุ 5% อาจสร้างแรงกดดันต่อระบบการเงิน

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ระดับ 5% เป็นจุดที่ต้องเฝ้าระวัง เพราะหากผลตอบแทนพันธบัตรสูงกว่าการเติบโตทางเศรษฐกิจรวมกับอัตราเงินเฟ้อ จะทำให้ภาระดอกเบี้ยของรัฐบาลเพิ่มขึ้นเร็วกว่ารายได้จากภาษี

ยกตัวอย่างว่า หากเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตประมาณ 2% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3% ต้นทุนดอกเบี้ยที่ระดับ 5% ยังพอสมดุลได้ แต่หากบอนด์ยีลด์ขยับขึ้นเป็น 5.2–5.3% จะทำให้รัฐบาลต้องก่อหนี้ใหม่เพื่อชำระดอกเบี้ยเดิม ส่งผลให้ภาระหนี้เพิ่มขึ้นเป็นวงจร คล้ายกับวิกฤตหนี้ยุโรปเมื่อปี 2555

ด้วยเหตุนี้ กระทรวงการคลังสหรัฐฯ จึงเลือกออกพันธบัตรระยะสั้นเพื่อนำเงินไปซื้อคืนพันธบัตรระยะยาว หวังช่วยกดผลตอบแทนพันธบัตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

“ดอลลาร์อ่อนค่า” แต่ยังไม่ถึงขั้นวิกฤตความเชื่อมั่น

สำหรับกระแสความกังวลว่าเงินดอลลาร์อาจเข้าสู่ภาวะอ่อนค่ารุนแรง (Dollar Debasement) ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า ยังไม่ถึงขั้นนั้น

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงตลาดพันธบัตรมากขึ้น ทำให้นักลงทุนบางส่วนตั้งคำถามต่อวินัยการคลังของสหรัฐฯ เพราะการขาดดุลงบประมาณที่สูงทำให้รัฐบาลต้องออกพันธบัตรจำนวนมาก

ปัจจัยอีกด้านคือ ทิศทางของประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คนใหม่ ซึ่งมีแนวโน้มไม่เร่งปรับขึ้นดอกเบี้ย ประกอบกับเงินเฟ้อที่ชะลอลง ทำให้ค่าเงินดอลลาร์เริ่มอ่อนค่าลง และส่งผลให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นตามกลไกของตลาดโลก

‘ญี่ปุ่น’ อีกหนึ่งจุดเสี่ยง บอนด์ยีลด์พุ่งเร็วที่สุดในโลก

นอกจากสหรัฐฯ แล้ว ญี่ปุ่นยังเป็นอีกประเทศที่ตลาดกำลังจับตา หลังรัฐบาลเดินหน้ามาตรการลดค่าครองชีพ อุดหนุนพลังงาน และเตรียมลดภาษี ซึ่งส่งผลให้ตลาดกังวลเรื่องฐานะการคลัง

ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลญี่ปุ่นปรับตัวขึ้นเร็วที่สุดในโลกปีนี้ โดยเพิ่มขึ้นราว 0.78% ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 2.7–2.8%

แม้ยังไม่แตะระดับ 3% ที่หลายฝ่ายมองว่าเป็นจุดน่ากังวล แต่หากค่าเงินเยนอ่อนค่าต่อเนื่อง และธนาคารกลางญี่ปุ่นไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ย ก็อาจกดดันค่าเงินในภูมิภาคเอเชีย รวมถึงเงินบาทด้วย

เขาอธิบายว่า หากทั้งเงินเยนและเงินหยวนอ่อนค่าพร้อมกัน นักลงทุนต่างชาติอาจลดการลงทุนในสินทรัพย์เอเชียทั้งภูมิภาค ทำให้ประเทศไทยได้รับผลกระทบไปด้วย

เศรษฐกิจไทยฟื้นตัว แต่ยังอ่อนแรงหลายด้าน

เมื่อประเมินภาพเศรษฐกิจไทย ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เศรษฐกิจยังฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่ง แต่เริ่มเห็นสัญญาณอ่อนแรง โดยเฉพาะในไตรมาส 2

หนึ่งในปัจจัยสำคัญคือ การลงทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่ในกลุ่ม AI, Data Center และโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ซึ่งต้องนำเข้าชิ้นส่วนและอุปกรณ์มูลค่าสูง ส่งผลให้การนำเข้าเพิ่มขึ้นมาก และกดดันการส่งออกสุทธิ (Net Export) ให้ติดลบ

เขาประเมินว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 2.3% ใกล้เคียงกับที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์ไว้

เงินเฟ้ออาจต่ำกว่าคาด กนง. มีแนวโน้มคงดอกเบี้ย 1%

ในด้านนโยบายการเงิน ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า เงินเฟ้อไทยมีโอกาสต่ำกว่าที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดไว้ที่ 2.8% และอาจอยู่เพียงประมาณ 1.8% เนื่องจากอุปสงค์ภายในประเทศยังไม่แข็งแรง

เมื่อเงินเฟ้ออยู่ในระดับต่ำ ความจำเป็นในการปรับขึ้นดอกเบี้ยก็ลดลง ขณะเดียวกัน การปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติมก็มีข้อจำกัด เพราะอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1% ถือว่าอยู่ในระดับต่ำมากเมื่อเทียบกับหลายประเทศทั่วโลก

ด้วยเหตุนี้ เขาจึงประเมินว่า กนง. มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% และจะให้น้ำหนักกับการดูแลเสถียรภาพระบบการเงินมากกว่าการใช้นโยบายดอกเบี้ย

แบงก์ชาติหันโฟกัส “คนเปราะบาง” และคุมเข้มธุรกรรมการเงิน

ดร.ปิยศักดิ์ ระบุว่า ทิศทางการทำงานของธนาคารแห่งประเทศไทยในระยะต่อไป จะให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง การดูแลเสถียรภาพของระบบการเงิน และการกำกับดูแลสถาบันการเงินที่ไม่ใช่ธนาคาร (Non-Bank)

นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจสอบธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ รวมถึงธุรกรรมที่มีมูลค่าสูงและการซื้อขายทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน

ส่วนค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นในช่วงนี้ เขามองว่าเป็นผลจากทิศทางค่าเงินโลกเป็นหลัก และยังไม่น่ากังวลมากนัก

‘Thailand Focus’ ยังเป็นบวก แต่หุ้นไทยอาจขึ้นได้จำกัด

สำหรับมุมมองต่อตลาดหุ้นไทย ดร.ปิยศักดิ์ เห็นว่า งาน Thailand Focus ยังคงเป็นปัจจัยบวก เพราะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุนต่างชาติ และในอดีตมักเห็นตลาดหุ้นปรับตัวดีขึ้นหลังจบงาน

อย่างไรก็ตาม เขามองว่าศักยภาพการเติบโตของกำไรบริษัทจดทะเบียนไทย (Earnings Growth) ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ขยายตัวในอัตราสูง จึงทำให้ดัชนีตลาดหุ้นอาจปรับขึ้นได้ไม่มากนัก

ในระยะสั้น ปัจจัยที่ต้องติดตามคือรายละเอียดของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ไม่ว่าจะเป็น พระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 400,000 ล้านบาท, เม็ดเงินระยะถัดไปอีก 200,000 ล้านบาท รวมถึงความคืบหน้าของโครงการ คนละครึ่ง เฟส 2 ซึ่งอาจเป็นแรงหนุนต่อการใช้จ่ายภายในประเทศ

รัฐต้องเร่งลงทุนโครงการใหญ่ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นระยะยาว

ดร.ปิยศักดิ์ ทิ้งท้ายว่า สิ่งที่เศรษฐกิจไทยยังขาดในเวลานี้ คือ ความชัดเจนของแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของภาครัฐ เพราะหากรัฐบาลสามารถกำหนดโครงการลงทุนที่มีทิศทางชัดเจน จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน มองเห็นศักยภาพการเติบโตของเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และส่งผลดีต่อทั้งผลประกอบการของภาคธุรกิจและตลาดทุนไทย

ดร.ปิยศักดิ์ มองว่า ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกในช่วงนี้มีต้นตอสำคัญจากการพุ่งขึ้นของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนด้านการคลังของประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลต่อค่าเงิน ต้นทุนทางการเงิน และการลงทุนทั่วโลก

ส่วนเศรษฐกิจไทยแม้ยังฟื้นตัวได้ แต่ยังเผชิญข้อจำกัดจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแรง การลงทุนที่กระจุกตัว และการเติบโตที่ยังไม่แข็งแกร่ง ทำให้ทิศทางนโยบายการเงินมีแนวโน้มคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1%

ขณะที่ปัจจัยสำคัญในระยะต่อไป คือความชัดเจนของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและแผนการลงทุนขนาดใหญ่ของรัฐบาล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและผลักดันการเติบโตในระยะยาว

View post on Facebook

เรื่องเด่นประจำสัปดาห์


‘บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ’ กดดันเศรษฐกิจโลก?