การจัดสรรเงินกู้ตาม พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาท กำลังเดินเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ หลัง “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาส” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ส่งสัญญาณชัดว่า เงิน 2 แสนล้านบาทที่เหลือจะถูกกันไว้สำหรับ “การเปลี่ยนผ่านพลังงาน” ขณะที่เงินจากก้อนแรกเหลือประมาณ 4 หมื่นล้านบาท ต้องพิจารณาใช้อย่างระมัดระวังและตรงเป้ามากที่สุด
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาจจะพูดถึง ไทยช่วยไทยพลัส 2 แต่เรามองว่า ใจความสำคัญ ควรโฟกัสไปที่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่ยังรอความเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม แนวทางดังกล่าวสะท้อนว่า รัฐบาลกำลังพยายามเปลี่ยนโจทย์จากการใช้งบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น ไปสู่การลงทุนที่หวังสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง โดยมีทั้งพลังงานสะอาด ระบบไฟฟ้า สมาร์ทมิเตอร์ การขายไฟคืน ระบบสายส่ง รวมถึงการเปลี่ยนรถขนส่งสาธารณะเป็นรถ EV
“เปลี่ยนผ่านพลังงาน” โอกาสใหญ่ของประเทศ
หากดำเนินการได้อย่างเป็นระบบ เงินกู้ก้อนนี้อาจกลายเป็นเงินลงทุนที่ช่วยลดต้นทุนพลังงานของประเทศในระยะยาว หนึ่งในโครงการที่ถูกพูดถึงคือ “โซลาร์รูฟท็อป” โดยให้สถาบันการเงิน เช่น ธนาคารออมสินและธนาคารอาคารสงเคราะห์ เข้ามาสนับสนุนสินเชื่อ
ข้อดีคือ ประชาชนและภาคธุรกิจสามารถลงทุนติดตั้งระบบผลิตไฟฟ้าของตัวเอง ลดค่าไฟในระยะยาว และหากระบบรองรับการขายไฟคืนได้ ก็สามารถเปลี่ยนผู้ใช้ไฟจาก “ผู้บริโภค” ไปเป็น “ผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย” ได้มากขึ้น
ในระดับประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนยังช่วยลดการพึ่งพาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ซึ่งเป็นต้นทุนสำคัญของระบบเศรษฐกิจและการผลิตไฟฟ้า
แต่การเปลี่ยนผ่านพลังงานไม่ได้จบแค่การติดแผงโซลาร์
สิ่งที่รัฐบาลพูดถึงเรื่องสมาร์ทมิเตอร์ ระบบสายส่ง และการขายไฟคืน จึงถือเป็นประเด็นสำคัญ เพราะหากประเทศไทยเพิ่มไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนจำนวนมาก แต่โครงข่ายไฟฟ้าไม่พร้อม ก็อาจเกิดปัญหาความไม่เสถียรของระบบไฟฟ้าได้ เงิน 2 แสนล้านบาทจึงมีโอกาสเป็นทั้ง “เงินลงทุนเพื่ออนาคต” หรือกลายเป็น “เงินลงทุนก้อนใหญ่ที่ได้ผลไม่เต็มที่” ขึ้นอยู่กับการออกแบบทั้งระบบ
ผลบวก ลดต้นทุน สร้างตลาดใหม่ เพิ่มความสามารถแข่งขัน
ผลกระทบเชิงบวกของการลงทุนเปลี่ยนผ่านพลังงานมีอย่างน้อย 4 ด้านคือ ลดต้นทุนพลังงานในระยะยาว หากครัวเรือนและธุรกิจสามารถผลิตไฟฟ้าเองได้มากขึ้น จะช่วยลดภาระค่าไฟ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีต้นทุนพลังงานสูง สร้างอุตสาหกรรมใหม่ การลงทุนด้านโซลาร์ ระบบกักเก็บพลังงาน สมาร์ทมิเตอร์ ระบบจัดการไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน EV สามารถสร้างตลาดใหม่ให้กับผู้ประกอบการไทย รวมถึงธุรกิจเทคโนโลยีและ SME
ลดการพึ่งพาพลังงานฟอสซิล การเพิ่มพลังงานหมุนเวียนช่วยลดความเสี่ยงจากราคาน้ำมันและก๊าซในตลาดโลก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ประเทศไทยควบคุมไม่ได้ และ เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศ ในอนาคตต้นทุนและแหล่งที่มาของพลังงานจะกลายเป็นส่วนหนึ่งของการแข่งขันทางเศรษฐกิจ โดยเฉพาะเมื่อบริษัทต่างชาติให้ความสำคัญกับการใช้พลังงานสะอาดและการลดการปล่อยคาร์บอน หากประเทศไทยมีไฟฟ้าสะอาดและมีโครงสร้างพื้นฐานรองรับ ก็อาจกลายเป็นปัจจัยดึงดูดการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ เช่น Data Center, EV, Semiconductor และอุตสาหกรรมเทคโนโลยีอื่นๆ
แต่ด้านลบคือ “เงินกู้” ไม่ใช่เงินฟรี
อีกด้านหนึ่งต้องไม่ลืมว่า เงิน 4 แสนล้านบาทคือเงินกู้ ซึ่งท้ายที่สุดเป็นภาระทางการคลังของประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียง “โครงการทำได้หรือไม่” แต่คือ โครงการสร้างผลตอบแทนมากกว่าต้นทุนทางการเงินและภาระหนี้หรือไม่
หากเงินถูกนำไปอุดหนุนการติดตั้งโซลาร์โดยไม่มีระบบคัดเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน ประโยชน์อาจกระจุกตัวอยู่กับครัวเรือนหรือธุรกิจที่มีกำลังลงทุนอยู่แล้ว ขณะที่ประชาชนรายได้น้อยซึ่งไม่มีบ้านเป็นของตัวเองหรือไม่มีเงินลงทุนกลับเข้าถึงโครงการได้ยาก อีกความเสี่ยงคือการลงทุนแบบ “แยกส่วน” เช่น สนับสนุนโซลาร์จำนวนมาก แต่ระบบสายส่งยังไม่พร้อม ระบบรับซื้อไฟคืนยังมีข้อจำกัด หรือระบบสมาร์ทมิเตอร์ไม่สามารถรองรับข้อมูลจำนวนมหาศาลได้ เงินลงทุนก็อาจไม่สร้างผลลัพธ์ตามที่คาดหวัง
“ไทยช่วยไทยพลัส” โจทย์ที่ต้องชั่งน้ำหนัก
แม้ว่ารัฐบาล ทั้งผู้รับผิดชอบ และผู้นำ จะส่งสัญญาณ ตอบรับ ให้มี โครงการระยะที่ 2 แต่ กระทรวงการคลังยังต้องตัดสินใจว่าจะต่อ “ไทยช่วยไทยพลัส” เฟส 2 หรือไม่ หลังโครงการเดิมสิ้นสุดในเดือนกันยายน กรณีนี้มีทั้งเหตุผลสนับสนุนและเหตุผลที่ต้องระวัง
ด้านบวก รัฐบาลระบุว่าการใช้ AI เข้ามาช่วยเพิ่มศักยภาพร้านค้าในโครงการทำให้ยอดขายของพ่อค้าแม่ค้าเพิ่มขึ้นกว่า 68% หากตัวเลขดังกล่าวสามารถตรวจสอบและพิสูจน์ได้อย่างเป็นระบบ ก็ถือเป็นสัญญาณว่าโครงการไม่ได้เป็นเพียงการ “แจกเงินเพื่อกระตุ้นการบริโภค” แต่พยายามเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการด้วย ความหมายของคำว่า “พลัส” ที่รัฐบาลต้องการสื่อ คือไม่ได้เพียงช่วยให้ร้านค้าอยู่รอด แต่ต้องทำให้ร้านค้า “เก่งขึ้น” และมีรายได้เพิ่มขึ้น
หากจะเดินหน้าเฟส 2 รัฐบาลควรตอบให้ได้ว่า ยอดขายที่เพิ่มขึ้นเกิดจากโครงการจริงมากน้อยเพียงใด และหลังสิ้นสุดมาตรการแล้ว ร้านค้ายังสามารถรักษารายได้ที่เพิ่มขึ้นไว้ได้หรือไม่ เพราะหากรายได้เพิ่มขึ้นเฉพาะช่วงที่รัฐอัดฉีดเงิน แต่กลับลดลงทันทีเมื่อโครงการสิ้นสุด ก็อาจสะท้อนว่าโครงการสร้าง “แรงกระตุ้นชั่วคราว” มากกว่าการเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจอย่างยั่งยืน
เดิมพันสำคัญอยู่ที่ “เลือกลงทุนอะไร”
จุดที่ต้องจับตาจึงไม่ใช่เพียงการอนุมัติงบประมาณ แต่คือกระบวนการคัดเลือกโครงการ เงินกู้ 4 แสนล้านบาทมีขนาดใหญ่พอที่จะสร้างผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยได้อย่างมีนัยสำคัญ แต่ในทางกลับกัน หากเลือกโครงการผิด หรือกระจายเงินไปในโครงการจำนวนมากโดยไม่มีตัวชี้วัดผลลัพธ์ที่ชัดเจน เงินก้อนนี้อาจกลายเป็นเพียงการเพิ่มภาระหนี้โดยไม่ได้เพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจมากพอ
โดยเฉพาะการเปลี่ยนผ่านพลังงาน รัฐบาลควรเปิดเผยให้ชัดว่าเงินจะถูกใช้กับอะไร ใครเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ผลประหยัดที่จะเกิดขึ้นเท่าใด และจะวัดความคุ้มค่าของโครงการอย่างไร โครงการไทยช่วยไทยพลัส หากจะมีเฟส 2 ก็ควรเปลี่ยนจากการวัดเพียง “ยอดเงินที่ใช้” หรือ “จำนวนร้านค้าที่เข้าร่วม” ไปสู่การวัดว่า ร้านค้าเพิ่มรายได้ เพิ่มผลิตภาพ และอยู่รอดได้หลังหมดมาตรการหรือไม่
จาก “เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ” สู่ “เงินลงทุนเปลี่ยนประเทศ”
ท้ายที่สุด เงินกู้ 4 แสนล้านบาทอาจเป็นได้ทั้งโอกาสและความเสี่ยง ด้านหนึ่ง ประเทศมีโอกาสใช้เงินก้อนใหญ่เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านพลังงาน สร้างโครงสร้างพื้นฐานใหม่ ลดต้นทุนในระยะยาว และเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันแต่อีกด้านหนึ่ง ประเทศกำลังเพิ่มภาระทางการคลังจากเงินกู้ จึงยิ่งต้องเข้มงวดกับการเลือกโครงการมากขึ้น
โจทย์ใหญ่ของรัฐบาลจึงไม่ใช่เพียง “ใช้เงินให้หมด” แต่คือ ใช้เงินกู้ให้เกิดสินทรัพย์ ความสามารถ และรายได้ใหม่ มากกว่าภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น หากทำได้ เงิน 4 แสนล้านบาทจะไม่ใช่เพียงงบกระตุ้นเศรษฐกิจอีกก้อนหนึ่ง แต่สามารถกลายเป็น “เงินลงทุนเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจไทย” หากขาดการประเมินผลที่ชัดเจน เงินก้อนเดียวกันก็อาจทิ้งไว้เพียงโครงการจำนวนมาก ขณะที่ภาระหนี้ยังคงอยู่กับประเทศและประชาชนในระยะยาว




