สภาเอสเอ็มอี ชี้ กฎหมาย 159 ฉบับต้นตอฉุดรั้งธุรกิจไทย จี้รัฐปฏิรูปโครงสร้างดันธุรกิจเติบโตยั่งยืน
ทีมเทคโนโลยี สภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย (#สภาเอสเอ็มอี) เปิดเผยผลการรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ปัญหาของผู้ประกอบการเชิงลึก เพื่อค้นหาต้นตอที่แท้จริงของอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจ พบข้อเท็จจริงที่น่าตกใจว่า ปัจจุบันมีกฎหมาย ระเบียบ ประกาศ และหลักเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมากถึง 159 เรื่อง ซึ่งกลายเป็น "ต้นทุนแฝง" ก้อนใหญ่ที่บั่นทอนขีดความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจรายย่อย
ปัญหาของเอสเอ็มอี "ไม่ใช่แค่เรื่องเงิน"
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ภาครัฐพยายามออกมาตรการช่วยเหลือทางการเงินอย่างต่อเนื่อง เช่น สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ การพักชำระหนี้ หรือกองทุนสนับสนุนต่างๆ แต่ผลลัพธ์กลับชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของเอสเอ็มอียังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างยั่งยืน
"ผู้ประกอบการจำนวนไม่น้อยกำลังเผชิญกับสิ่งที่เรียกว่า Regulatory Burden หรือ ‘ภาระจากกฎระเบียบ’ อันเป็นต้นทุนที่ไม่ปรากฏอยู่ในงบการเงินโดยตรง แต่ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันอย่างมหาศาล"
หลายครั้งผู้ประกอบการไม่ได้ขาดเงินลงทุน แต่ขาดเวลา ขาดบุคลากร และขาดความสามารถในการปฏิบัติตามข้อกำหนดที่ซับซ้อนของรัฐ ในขณะที่บริษัทขนาดใหญ่สามารถจ้างฝ่ายกฎหมายเพื่อจัดการเรื่องเหล่านี้ได้ ต้นทุนดังกล่าวกลับตกอยู่ที่เจ้าของกิจการเอสเอ็มอีโดยตรง
หนุนใช้หลักการ Think Small First
ผลการศึกษายังระบุว่า กฎหมายส่วนใหญ่ไม่ได้มีเจตนากลั่นแกล้งเอสเอ็มอี แต่ถูกออกแบบโดยยึดหลักการแบบ "One Size Fits All" หรือใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกธุรกิจ ซึ่งในความเป็นจริง ธุรกิจที่มีพนักงาน 10,000 คน กับธุรกิจที่มีพนักงาน 5 คน มีศักยภาพในการจัดทำเอกสารหรือขออนุญาตไม่เท่ากัน ทำให้ต้นทุนที่แท้จริงของเอสเอ็มอีสูงกว่าหลายเท่าตัว
สภาเอสเอ็มอีจึงเสนอให้ประเทศไทยนำหลักการของกลุ่มประเทศ OECD ที่เรียกว่า Think Small First (คิดจากมุมของธุรกิจขนาดเล็กก่อน) มาใช้ในการออกแบบนโยบายสาธารณะ โดยกำหนดให้ทุกหน่วยงานต้องประเมินผลกระทบต่อธุรกิจรายย่อย (MSME) ก่อนออกกฎระเบียบใหม่เสมอ
3 ช่องว่างทางกฎหมาย (Gaps) ที่ต้องเร่งอุดรอยรั่ว
จากการวิเคราะห์ระบบกฎหมาย 159 เรื่อง พบว่าปัญหาหลักแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มสำคัญ คือ Coverage Gap (ช่องว่างด้านความครอบคลุม) กฎหมายที่มีอยู่ยังไม่ครอบคลุมรูปแบบธุรกิจยุคใหม่ เช่น เศรษฐกิจดิจิทัล, แพลตฟอร์มออนไลน์ หรือ AI ทำให้เกิดความไม่แน่นอนในการดำเนินกิจการ Design Gap (ช่องว่างด้านการออกแบบ)กฎหมายและกฎเกณฑ์หลายฉบับถูกร่างขึ้นในอดีต ซึ่งโครงสร้างเศรษฐกิจแตกต่างจากปัจจุบัน ทำให้การปฏิบัติตามกลายเป็นภาระมากกว่าการส่งเสริม และ Enforcement Gap (ช่องว่างด้านการบังคับใช้) แม้จะมีกฎหมายที่ดี แต่การบังคับใช้ยังขาดประสิทธิภาพ ผู้ประกอบการเข้าไม่ถึงสิทธิประโยชน์ หรือเผชิญกับการตีความที่แตกต่างกันของแต่ละหน่วยงานจนเกิดความสับสน
ทางออกไม่ใช่การแก้ทีละจุด แต่มองภาพรวมทั้ง "ระบบนิเวศ"
สภาเอสเอ็มอี เน้นย้ำว่า กฎหมายทั้ง 159 เรื่องไม่ได้แยกขาดจากกัน แต่ทำงานเชื่อมโยงเป็น "ระบบ" ตัวอย่างเช่น การที่เอสเอ็มอีไม่สามารถเข้าถึงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐได้นั้น เกี่ยวพันตั้งแต่การนิยามความหมายของเอสเอ็มอี, การขึ้นทะเบียน, การค้ำประกัน ไปจนถึงเกณฑ์ประเมินคุณสมบัติ
หากประเทศไทยเลือกใช้วิธีแก้ไขกฎหมายด้วยกระบวนการปกติทีละฉบับ อาจต้องใช้เวลาอีกหลายสิบปี ซึ่งผู้ประกอบการไม่สามารถรอได้คำถามสำคัญของประเทศไทยในวันนี้จึงไม่ใช่ "จะแก้อะไรก่อน" แต่คือ "ประเทศไทยจะมีกลไกอะไรในการทบทวนและปฏิรูปกฎหมายที่กระทบต่อเอสเอ็มอีอย่างเป็นระบบ"
ในยุคที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันที่ต้นทุนแรงงานหรือเงินทุนเพียงอย่างเดียว ประเทศที่สามารถลดต้นทุนจากกฎระเบียบได้มากที่สุด คือประเทศที่จะสร้างโอกาสให้ผู้ประกอบการเติบโตได้มากที่สุด และนี่คือ #ภารกิจที่แท้จริง และ #การมีอยู่ ของสภาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมไทย ในการสร้างระบบนิเวศทางกฎหมายที่เอื้อต่อการเติบโตอย่างยั่งยืนในทศวรรษหน้า
หมายเหตุ: สำหรับหน่วยงานหรือผู้ประกอบการที่สนใจข้อมูลและรายละเอียดการวิเคราะห์เชิงลึก สามารถติดต่อ (Direct Message) ได้โดยตรงที่เพจ Thai SMEs Council




