กองทัพสหรัฐฯ ซ้อมรบเหนือน่านฟ้ากรุงการากัสของเวเนซุเอลา นับเป็นการซ้อมรบในเวเนซุเอลาครั้งแรกหลังสหรัฐฯ บุกกรุงการากัสเพื่อจับกุมตัวประธานาธิบดี นิโดลัส มาดูโร และภริยาเมื่อวันที่ 3 มกราคมที่ผ่านมา
ทางการเวเนซุเอลาระบุว่า การบุกครั้งนั้นมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 100 ราย
การซ้อมรบของกองทัพสหรัฐฯ ครั้งนี้ ซึ่งรัฐบาลเวเนซุเอลาระบุว่า อนุมัติการฝึกซ้อมอพยพเพื่อรับมือกับเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์หรือภัยพิบัติที่อาจเกิดขึ้น ประกอบด้วยเครื่องบิน MV-22B Osprey 2 ลำที่ลงจอดใกล้สถานทูตสหรัฐฯ และเรือที่เข้ามาในน่านน้ำเวเนซุเอลาในทะเลแคริบเบียน
สถานทูตสหรัฐฯ ระบุในแถลงการณ์ว่า สหรัฐฯ ยังคง “มุ่งมั่นที่จะรับประกันการดำเนินการตามแผน 3 ขั้นตอนของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างเสถียรภาพในเวเนซุเอลา”
ฟรานซิส โดโนแวน ผู้บัญชาการกองบัญชาการใต้ของสหรัฐฯ ซึ่งรับผิดชอบปฏิบัติการของกองทัพสหรัฐฯ ในทวีปอเมริกา โดยสารอยู่ในหนึ่งในเครื่องบินออสเปรย์เพื่อเข้ากรุงการากัสเพื่อพบกับรัฐบาลรักษาการของเวเนซุเอลา
“เรื่องนี้ทำให้เราต้องระแวงอยู่ตลอด” เอเวอลีน เรโบเลโด วัย 57 ปี ผู้บริหารที่อาศัยอยู่ในเมืองหลวงเผย “การที่เครื่องบินจากต่างประเทศบินอยู่เหนือเมืองเป็นเรื่องใหม่สำหรับเรา และยิ่งไปกว่านั้นคือการที่เครื่องบินมาจากสหรัฐฯ ในสถานการณ์ปัจจุบันและความวุ่นวายต่างๆ ในประเทศ ทำให้เรารู้สึกไม่แน่นอน”
ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์สนับสนุนรัฐบาลของ เดลซี โรดริเกซ อดีตรองประธานาธิบดีของนิโกลัส ซึ่งได้ผ่านกฎหมายเปิดแหล่งน้ำมันและทรัพยากรเหมืองแร่ขนาดใหญ่ของเวเนซุเอลาให้สหรัฐฯ
มาเรีย โครินา มาชาโด ผู้นำฝ่ายค้านของเวเนซุเอลา กล่าวปราศรัยต่อผู้ลี้ภัยชาวเวเนซุเอลาหลายร้อยคนในการชุมนุมที่กรุงปานามาซิตี้เมื่อวันเสาร์ (23 พ.ค.) โดยให้คำมั่นว่า จะดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมต่อไป
“ช่วงเวลาที่ฉันจะได้กลับประเทศของเราใกล้เข้ามาแล้ว” เธอกล่าว “สิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นยิ่งใหญ่มาก และจะเป็นเรื่องใหญ่โตมโหฬาร”
มาชาโดที่ได้รับรางวัลโนเบล ซึ่งพยายามเอาใจทรัมป์ กล่าวปราศรัยต่อผู้สนับสนุนและผู้นำจากทั่วโลกนับตั้งแต่เธอหนีออกจากเวเนซุเอลาเมื่อเดือนธันวาคมปีที่แล้ว หลังจากหลบซ่อนตัวอยู่หลายเดือน
ขบวนการฝ่ายค้านของเธอได้รับการมองอย่างกว้างขวางว่า เป็นผู้ชนะการเลือกตั้งปี 2024 อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งมาดูโรถูกกล่าวหาว่าโกงการเลือกตั้ง
Photo by FEDERICO PARRA / AFP





