มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวว่า “คิวบาเป็น ‘ภัยคุกคามต่อความมั่นคงแห่งชาติของสหรัฐฯ’ และยอมรับว่าความเป็นไปได้ที่จะบรรลุข้อตกลงอย่างสันติร่วมกันนั้น ‘มีไม่มากนัก’”
คำกล่าวของเขาเกิดขึ้นเพียง 1 วันหลังจากที่ทางการสหรัฐฯ ได้สั่งฟ้องดำเนินคดีกับอดีตประธานาธิบดีราอูล คาสโตร ของคิวบาในข้อหาฆาตกรรมจากเหตุการณ์ยิงเครื่องบินพลเรือนตก 2 ลำเมื่อปี 1996 ซึ่งส่งผลให้พลเมืองชาวอเมริกันเสียชีวิต
“แม้รัฐบาลสหรัฐฯ จะยังคงเลือกใช้ ‘แนวทางการทูต’ เป็นอันดับแรก แต่ก็ขอเตือนว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีทั้งสิทธิ์และความผูกพันตามหน้าที่ในการปกป้องประเทศชาติให้พ้นจากภัยคุกคามในทุกรูปแบบ”
— รูบิโอ กล่าว
รูบิโอ บอกกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) ว่า “การทูตยังคงเป็นทางออกที่เราต้องการกับคิวบา แต่ผมพูดตามตรงนะ จากสิ่งที่เรากำลังเผชิญหน้าอยู่ตอนนี้ โอกาสที่แนวทางการทูตจะสำเร็จนั้น...มีไม่มากนัก คิวบาเป็น ‘หนึ่งในผู้สนับสนุนการก่อการร้ายรายใหญ่ที่สุดในภูมิภาคทั้งหมด’”
ด้าน บรูโน โรดริเกซ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศคิวบา ได้ออกมาตอบโต้โดยกล่าวหา รูบิโอ ว่า “กุเรื่องโกหก และพยายามยุยงให้เกิดการรุกรานทางทหาร” พร้อมทั้งยืนยันว่า “คิวบาไม่เคยเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ เลยแม้แต่น้อย”
ขณะนี้ คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ขาดแคลนเชื้อเพลิงอย่างรุนแรง ซึ่งถูกซ้ำเติมจากการที่สหรัฐฯ บังคับใช้มาตรการปิดล้อมทางทะเลต่ออิหร่าน ซ้ำยังต้องตกอยู่ภายใต้แรงกดดันจากรัฐบาลทรัมป์ที่พยายามบีบให้คิวบายอมทำข้อตกลงตามเงื่อนไข
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา พลเมืองชาวคิวบาต้องทนทุกข์กับการถูกตัดกระแสไฟฟ้าเป็นเวลานาน และเผชิญกับภาวะขาดแคลนอาหารอย่างหนัก
แต่รูบิโอเผยว่า “ทางการคิวบาได้ตอบรับความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมมูลค่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 3.2 พันล้านบาท) ที่ทางรัฐบาลสหรัฐฯ หยิบยื่นให้แล้ว”
การสั่งฟ้องอดีตประธานาธิบดีคิวบาเมื่อวันพุธ (20 พ.ค.) ที่ผ่านมา ทำให้บางคนมองว่าคล้ายคลึงกับเหตุการณ์ที่รัฐบาลทรัมป์เคยจับกุมอดีตประธานาธิบดีนิโคลัส มาดูโร ของเวเนซุเอลา เมื่อช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา
เมื่อผู้สื่อข่าวถามรูบิโอว่า ‘รัฐบาลของเขาจะนำตัวคาสโตรมายังสหรัฐฯ เพื่อเผชิญข้อกล่าวหาได้อย่างไร’ รูบิโอก็ตอบว่า “ผมจะไม่พูดถึงวิธีการที่จะนำตัวเขามาที่นี่ และถ้าเราพยายามจะนำตัวเขามาที่นี่ ทำไมผมต้องบอกสื่อเกี่ยวกับแผนการของเราด้วยล่ะ”
นอกจากนี้ ในวันพฤหัสบดี (21 พ.ค.) รูบิโอยังประกาศว่า “สหรัฐฯ ได้จับกุม อาดิส ลาสเตรส โมเรรา น้องสาวของหนึ่งในเจ้าหน้าที่ระดับสูงประจำเครือบริษัทกลุ่มทุนที่บริหารโดยกองทัพคิวบา ซึ่งเป็นผู้กุมบังเหียนภาคเศรษฐกิจที่ทำกำไรได้มากที่สุดของประเทศ”
“โมเรราอาศัยอยู่ในรัฐฟลอริดา ในขณะเดียวกันก็คอยให้การช่วยเหลือระบอบคอมมิวนิสต์ของรัฐบาลคิวบาไปด้วย เธอถูกควบคุมตัวโดยเจ้าหน้าที่บังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมือง และจะถูกกักขังระหว่างรอเข้าสู่กระบวนการเนรเทศออกนอกประเทศต่อไป” รูบิโอ กล่าว
ขณะที่ทรัมป์บอกกับผู้สื่อข่าวว่า “คิวบาเป็น ‘ประเทศที่ล้มเหลว’ และรัฐบาลของเรากำลังพยายามช่วยเหลือพวกเขาบนพื้นฐานด้านมนุษยธรรม ชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบาต่างก็ต้องการเดินทางกลับไปยังประเทศบ้านเกิดของตนเองเพื่อช่วยขับเคลื่อนให้คิวบาประสบความสำเร็จ”
“ประธานาธิบดีคนอื่นๆ ต่างเฝ้ามองเรื่องนี้และพยายามจะลงมือทำอะไรบางอย่างมาตลอดยาวนานกว่า 50-60 ปี และดูเหมือนว่าผมจะเป็นคนแรกที่ได้ลงมือทำให้มันเกิดขึ้นจริง ซึ่งผมก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งที่จะทำมัน”
— ทรัมป์ กล่าว
(Photo by JULIA DEMAREE NIKHINSON / POOL / AFP)





