การเมืองไทย มักถูกกล่าวขานว่าเป็น ดินแดนพิศวง ที่ประวัติศาสตร์มักจะฉายซ้ำในรูปแบบที่ล้ำลึกกว่าเดิมเสมอ
หากย้อนรอยหาต้นกำเนิด "กลุ่มการเมือง" ที่ทรงอิทธิพลและมีเขี้ยวเล็บแพรวพราวที่สุดกลุ่มหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์ร่วมสมัย ชื่อ "กลุ่ม 16" ย่อมถูกสลักไว้ด้วย ตัวอักษรสีเลือด และ คราบน้ำตา ของรัฐบาลหลายชุด
ในวันนี้ก้าวเข้าสู่ปี2569 สถานการณ์การจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคภูมิใจไทยเป็นแกนนำ กำลังเผชิญกับบททดสอบที่คล้ายคลึงกับเหตุการณ์ในอดีตอย่างน่าประหลาด โดยเฉพาะการโคจรมาพบกันของ "เนวิน ชิดชอบ" ครูใหญ่แห่งค่ายสีน้ำเงิน และ "ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า" ประธานที่ปรึกษาพรรคกล้าธรรม
ทั้งคู่ต่างมี DNA ของนักบริหารจัดการอำนาจ ที่เติบโตมาจากวัฒนธรรมการเมืองแบบ "กลุ่ม" ที่เน้นการสร้างแรงสั่นสะเทือนผ่านการหักเหลี่ยม เฉือนคม

กำเนิด "กลุ่ม 16" การรวมตัวของ "นักเลือกตั้ง" ไฟแรง
ตำนาน กลุ่ม 16 เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการในปี 2535 ภายหลังการเลือกตั้งที่นำพาประเทศไทยออกจากเงาของคณะ รสช. กลุ่มนี้เป็นการรวมตัวกันของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) หนุ่มดาวรุ่ง จากหลายพรรคการเมือง ที่ต้องการสร้างอำนาจต่อรองในสภาฯ
โดยมี "สมพงษ์ อมรวิวัฒน์" สส.เชียงใหม่ พรรคชาติพัฒนา เป็นหัวหน้ากลุ่มคนแรก แต่บุคคลที่กลายเป็น "ไอคอน" แต่ที่เป็นมันสมองสำคัญที่คนจดจำได้มากที่สุดกลับเป็น หนุ่มจากบุรีรัมย์ นามว่า "เนวิน ชิดชอบ" และขุนพลจากฉะเชิงเทรา อย่าง "สุชาติ ตันเจริญ" ขณะที่ "วราเทพ รัตนากร" เป็น "ขุนพลฝ่ายบุ๋น" ผู้ขุดข้อมูลและจัดเตรียมเอกสารหลักฐาน
สมาชิก กลุ่ม 16 ในยุคนั้นไม่ได้รวมตัวกันด้วยอุดมการณ์ทางสังคมที่สวยหรู แต่เป็นการรวมกลุ่มเพื่อ "การบริหารจัดการอำนาจ" และการเข้าถึงทรัพยากรของรัฐ สมาชิกกระจายตัวอยู่ในพรรคการเมืองขนาดใหญ่และขนาดกลาง
โดยเฉพาะ พรรคชาติไทย และ พรรคชาติพัฒนา ซึ่งเป็นขุมกำลังหลัก ในการจัดตั้งรัฐบาลยุคนั้น
การทำงานของ กลุ่ม 16 โดดเด่นด้วยสไตล์ที่เรียกว่า "การเมืองแบบกองโจร" คือ การใช้ข้อมูลเชิงลึกที่ได้จากเครือข่ายข้าราชการและนักธุรกิจ มาทำการ "เปิดแผล" หรือโจมตีจุดอ่อนของรัฐบาล
ชื่อเสียงของกลุ่มนี้ ทำให้รัฐมนตรีในยุคนั้นต้อง "นอนไม่หลับ" หากทราบว่ามีชื่อติดอยู่ในบัญชีหนังหมาของสมาชิกกลุ่ม 16

ปฏิบัติการ "เปิดแผล" ระดับพระกาฬ กรณี ส.ป.ก. 4-01
หากจะถามถึงผลงาน "ชิ้นโบแดง" ที่สร้างแรงสั่นสะเทือนจนรัฐบาลต้องล้มพับไป นั่นคือการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาล ชวน หลีกภัย (สมัยที่ 1) ในช่วงปี 2538
กลุ่ม 16 ภายใต้การนำของ เนวิน และ สุชาติ ได้ขุดคุ้ยข้อมูลการออกเอกสารสิทธิในที่ดินปฏิรูปเพื่อเกษตรกรรม หรือ ส.ป.ก. 4-01 ใน จ.ภูเก็ต ซึ่งเป็นพื้นที่ทองคำ
ข้อมูลที่ กลุ่ม 16 นำมาแฉต่อหน้าสาธารณชน คือ ความย้อนแย้งที่ว่า ที่ดินซึ่งควรจะตกเป็นของเกษตรกรผู้ยากไร้ กลับถูกจัดสรรให้กับ "เศรษฐีหมื่นล้าน" และญาติมิตรของนักการเมืองในพรรคประชาธิปัตย์
การอภิปรายครั้งนั้นดุเดือดจน พรรคพลังธรรม ซึ่งเป็นพรรคร่วมรัฐบาลในขณะนั้น ทนกระแสสังคมไม่ไหว และตัดสินใจงดออกเสียงให้รัฐบาล
แรงบีบจาก "การเปิดแผล" ของกลุ่ม 16 รุนแรงจนทำให้ ชวน หลีกภัย ต้องตัดสินใจ ประกาศยุบสภา ในวันที่ 19 พฤษภาคม 2538 ก่อนที่จะมีการลงมติเพียงไม่กี่นาที
นี่คือจุดสูงสุดของอิทธิพล กลุ่ม 16 ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า การมีข้อมูลที่แม่นยำและการเดินหมากในสภาที่เหนือชั้น สามารถล้ม "ยักษ์" อย่าง พรรคประชาธิปัตย์ ได้
.jpg&w=3840&q=75)
กลุ่ม 16 + คำสาปรัฐบาลผสม
หลังจากโค่นรัฐบาลชวน 1 ได้สำเร็จ กลุ่ม 16 ก็ก้าวเข้าสู่สถานะ "ผู้ถือหุ้นใหญ่" ใน รัฐบาลบรรหาร ศิลปอาชา ในปี 2538
การรวมตัวกันของ สส. รุ่นใหม่ ที่เน้นการเมืองแบบ "บ้านใหญ่" ทำให้พวกเขามีอำนาจต่อรองสูงมาก จน บรรหาร ต้องยอมปูนบำเหน็จรางวัลด้วยเก้าอี้รัฐมนตรีเกรดเอและบี เพื่อรักษาเสถียรภาพพรรคร่วม
ในคณะรัฐมนตรีบรรหาร สมาชิก กลุ่ม 16 ล้วนได้รับตำแหน่งสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น เนวิน ชิดชอบ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง สุชาติ ตันเจริญ นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.2) ไพโรจน์ สุวรรณฉวี นั่งเก้าอี้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
แต่การเป็นพรรคร่วมรัฐบาลของ กลุ่ม 16 ไม่ใช่การอยู่แบบสงบเสงี่ยม พวกเขาใช้ความเป็น "กลุ่มการเมืองซ้อนพรรค" เดินเกมเขย่ารัฐบาลจากภายในอยู่ตลอดเวลา เพื่อขยายขอบเขตอำนาจ
รัฐบาลบรรหา รต้องเผชิญกับ "คำสาปรัฐบาลผสม" ที่มีการต่อรองตำแหน่งและผลประโยชน์ไม่สิ้นสุด โดยกลุ่ม 16 มักจะใช้ข้อมูล "เชิงลึก" ที่ตนเองมีเป็นเครื่องมือ ในการกดดันให้นายกรัฐมนตรีทำตามความต้องการของกลุ่ม
หากไม่ได้ดั่งใจหรือมีการจัดสรรไม่ลงตัว แรงสั่นสะเทือนจะถูกส่งออกมา ผ่านท่าทีในสภาฯ ทันที ทำให้รัฐบาลบรรหารที่รวม "บ้านใหญ่" ไว้ด้วยกันต้องตกอยู่ในสภาวะสั่นคลอนตั้งแต่เดือนแรกๆ

ธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ (BBC) "แผลเป็น" ย้อนศรกลุ่ม 16
หลังจากโค่นรัฐบาลชวน 1 ได้สำเร็จ กลุ่ม 16 ก็ก้าวเข้าสู่การเป็น "ผู้ถืออำนาจ" อย่างเต็มตัวในรัฐบาลของ บรรหาร ศิลปอาชา ในปี 2538
สมาชิกหลายคนได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีสำคัญ เช่น เนวิน ชิดชอบ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง และ สุชาติ ตันเจริญ เป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
ทว่า อำนาจมักมาพร้อมกับดาบสองคม ในปี 2539 กลุ่ม 16 ถูกฝ่ายค้าน (พรรคประชาธิปัตย์) "เอาคืน" ด้วยการอภิปรายไม่ไว้วางใจกรณีธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ หรือ BBC
ข้อกล่าวหาที่แหลมคมคือ การที่นักการเมืองกลุ่ม 16 ใช้ความสัมพันธ์ส่วนตัวกับ ราเกซ สักเสนา ที่ปรึกษาธนาคาร BBC ในการกู้ยืมเงินจำนวนมหาศาล โดยใช้ที่ดินประเมินราคาเกินจริงหรือที่ดินไม่มีเอกสารสิทธิเป็นหลักประกัน เพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมทางการเมืองและธุรกิจส่วนตัว
วิกฤต BBC ไม่เพียงแต่ทำลายชื่อเสียงของ กลุ่ม 16 แต่ยังเป็นชนวนเหตุสำคัญที่ทำให้ระบบเศรษฐกิจไทยสั่นคลอน ประชาชนแห่ถอนเงินจนธนาคารล้มลามไปสู่การปิดสถาบันการเงิน และเป็นปฐมบทของ วิกฤตต้มยำกุ้งในปี 2540
ในยุคนั้นสมาชิก กลุ่ม 16 หลายคนต้องเผชิญกับคดีความและแรงกดดันทางสังคมอย่างหนัก จนบางคนต้องลาออกจากตำแหน่งรัฐมนตรี

การปรับตัวของ "เนวิน ชิดชอบ" สู่ "ครูใหญ่" ผู้กว้างขวาง
หาก กลุ่ม 16 คือ โรงเรียนเตรียมการเมือง - เนวิน ชิดชอบ ก็คือนักเรียนที่เก่งที่สุดและปรับตัวได้เร็วที่สุด
ภายหลังวิกฤต กลุ่ม 16 เนวิน ไม่ได้หายไปจากสารบบอำนาจ แต่เขากลับไปสร้างฐานที่มั่นใน จ.บุรีรัมย์ จนแข็งแกร่ง และย้ายเข้าสู่ค่ายพรรคไทยรักไทย ของ "ทักษิณ ชินวัตร"
เนวินกลายเป็น "ขุนพลคู่ใจ" ของทักษิณที่ทำงานได้ทุกอย่าง ตั้งแต่การบริหารจัดการมวลชนไปจนถึงการดีลอำนาจในสภา
แต่ในทางการเมือง ไม่มีคำว่าเพื่อนแท้ถาวร ในปี 2551 เนวิน สร้างประวัติศาสตร์อีกครั้งด้วยวาทะ "มันจบแล้วครับนาย" ก่อนจะหันหลังให้พรรคพลังประชาชน และนำ สส. "กลุ่มเพื่อนเนวิน" ไปยกมือโหวตให้ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" เป็นนายกรัฐมนตรี
การเปลี่ยนขั้วครั้งนั้นคือการกำเนิดของ "พรรคภูมิใจไทย" ที่เนวินวางโครงสร้างให้เป็นพรรคที่เน้นการอุปถัมภ์แบบ "บ้านใหญ่" ผสมผสาน "การจัดการสมัยใหม่"
แม้ต่อมาเนวินจะประกาศยุติบทบาททางการเมืองอย่างเป็นทางการ เพื่อไปทำทีมฟุตบอลบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด แต่ในฐานะ "ครูใหญ่" เขายังคงเป็นผู้กุมบังเหียนทางความคิดและยุทธศาสตร์ของพรรคภูมิใจไทยมาโดยตลอด

ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า เงาสะท้อน "กลุ่ม 16"
เมื่อมองมาที่ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ในปี 2569 หลายคนอดไม่ได้ที่จะนำภาพของเขาไปซ้อนทับกับเนวินในอดีต ธรรมนัส เริ่มต้นเส้นทางด้วยสไตล์ที่ใกล้เคียงกัน คือความเป็น "ผู้กว้างขวาง" ที่มีเครือข่ายทั้งใน กองทัพ ธุรกิจ และนักการเมืองท้องถิ่น
ธรรมนัส พิสูจน์ให้เห็นถึงความสามารถในการ "ดีลอำนาจ" ตั้งแต่สมัยเป็นกำลังหลักให้ พรรคพลังประชารัฐ ในยุค 3 ป. มีความสามารถในการรวบรวมพรรคเล็กให้กลายเป็น "กลุ่ม" ที่มีพลังต่อรอง เหมือนที่กลุ่ม 16 เคยทำ
ที่สำคัญที่สุด ธรรมนัส ไม่เกรงกลัวที่จะ "หัก" กับ ผู้มีอำนาจ หากรู้สึกว่าข้อตกลงไม่ได้ดังใจ
ดังเช่นกรณีความขัดแย้งกับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่นำไปสู่การขับ ธรรมนัส ออกจากพรรคพลังประชารัฐ ตลอดจนกล้าหักกับ รัฐบาลเพื่อไทย เพื่อให้ได้ร่วมรัฐบาลกับ พรรคภูมิใจไทย หลังจากที่ แพทองธาร ชินวัตร หล่นจากเก้าอี้นายกรัฐมนตรี
ในปี 2569 ธรรมนัส กลับมาอย่างยิ่งใหญ่พร้อมพรรค "กล้าธรรม" ที่กวาดที่นั่ง สส. ได้ถึง 58 ที่นั่ง กลายเป็น "สมการการเมืองกลุ่มใหญ่" ที่น่ากลัว

2569 เมื่อ "หนู - เน" ต้องตัดสินใจเรื่อง "นัส"
ปัจจุบันถึงแม้ว่า พรรคภูมิใจไทย ภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล ประสบความสำเร็จอย่างท่วมท้นในการเลือกตั้ง โดยมี สส. ในมือกว่า 193 เสียง
ในทางทฤษฎี ภูมิใจไทย มีอำนาจในการเลือกพรรคร่วมรัฐบาลได้ตามใจชอบ แต่การปรากฏตัวของพรรคกล้าธรรม 58 เสียง กลับสร้างความอึดอัดใจอย่างยิ่ง
เหตุผลที่ ภูมิใจไทย ยัง "แทงกั๊ก" ไม่รับ กล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาลอย่างเต็มตัว อาจมีรากฐานมาจากความกลัวที่ว่า "ธรรมนัสจะเข้ามาเขย่ารัฐบาล" เหมือนที่ เนวิน เคยทำใน ยุคกลุ่ม 16 หรือไม่ ? ไม่ว่าจะเป็น
ความเสี่ยงของการเป็น "คู่แข่งในอนาคต" เนวิน รู้ดีว่าธรรมนัสคือ "เสือติดปีก" ที่มี ต้นทุน + บารมี เหนือ สส. จำนวนมาก หากให้ ธรรมนัส นั่งกระทรวงสำคัญ ธรรมนัส อาจใช้เป็นฐานที่มั่น ขยายพื้นที่ จนไปทับซ้อนพื้นที่ภูมิใจไทย
ประวัติ"เปลี่ยนขั้ว-เปลี่ยนนาย" ดังนั้น เนวิน ในฐานะ "ศิษย์พี่" ย่อมมองออก เพราะการเอา ธรรมนัส เข้าบ้าน จึงเสมือน "ระเบิดเวลา" ในบ้าน
รวมไปถึง กลยุทธ์ "ผีเห็นผี" เนวิน อาจมีความระแวง พรรคกล้าธรรม มากกว่า พรรคประชาชน (ฝ่ายค้านหลัก) เสียอีก เพราะพรรคประชาชนสู้ด้วยกระแส แต่ พรรคกล้าธรรม สู้ด้วย "วิชาอาคมทางการเมือง" แบบเดียวกับ เนวิน คือ การเข้าถึงหัวใจของ "บ้านใหญ่" ทั่วประเทศ
"ปล่อยเสือเข้าป่า" ความเสี่ยงที่หนักไม่แพ้กัน
หาก พรรคภูมิใจไทย ตัดสินใจ "เขี่ย" พรรคกล้าธรรม ไปเป็นฝ่ายค้าน สิ่งที่จะเกิดขึ้นคือการ "ปล่อยเสือเข้าป่า" หรือไม่ ?
เพราะในสถานะฝ่ายค้าน ธรรมนัส จะไม่มีพันธนาการใดๆ และเขาสามารถใช้ข้อมูลเชิงลึก ที่เคยมีจากการอยู่ในรัฐบาลชุดก่อนๆ มาทำการ "เปิดแผล" รัฐบาลอนุทินได้
ภาพของเนวินในสภาฯ ปี 2538 ที่ยืนถือเอกสารแฉ ส.ป.ก. 4-01 อาจเปลี่ยนเป็นภาพ ธรรมนัส ที่ยืนถือเอกสารแฉ โครงการยักษ์ใหญ่ของพรรคภูมิใจไทย ในสภาปี 2569 ก็เป็นได้ ซึ่ง "แผล" ที่เกิดจากคนกันเองนั้น รักษายากและเจ็บปวดที่สุด

"เจรจา" ภายใต้ "ความระแวง"
ในห้วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ธรรมนัส และ ไผ่ ลิกค์ แกนนำพรรคกล้าธรรม พยายามลดโทนความขัดแย้งด้วยการประกาศว่า "ไม่มีเงื่อนไข" ในการเข้าร่วมรัฐบาล และ ธรรมนัส อาจจะยอม "ถอย" ไม่รับตำแหน่งรัฐมนตรีเอง เพื่อลดความกดดันจากฝ่ายภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม คำว่า "ไม่มีเงื่อนไข" ในพจนานุกรมการเมืองไทย เรามักจะที่บกันดีว่า "มีเงื่อนไขที่ยังพูดไม่ได้" เสมอ การที่ ธรรมนัส ประกาศว่าไม่ยึดติดตำแหน่งรัฐมนตรี อาจเป็นเพียงการ "ซุ่ม" เพื่อรอจังหวะรุก
เรื่องราวของ กลุ่ม 16 ในอดีต และ พรรคกล้าธรรม ในปัจจุบัน สะท้อนว่าระบอบการเมืองไทย ยังคงอยู่ใน "กลุ่มอิทธิพล" ที่เน้นการต่อรองต่างๆ
เนวิน ชิดชอบ ผู้ที่เคยเป็น "ผู้ร้าย" ในสายตารัฐบาลชวน บัดนี้ได้กลายเป็น "ผู้คุมกฎ" ที่ต้องเผชิญหน้ากับเงาสะท้อนของตัวเองในรูปแบบของ ธรรมนัส พรหมเผ่า
หากสมการการเมืองปี 2569 ลงเอยด้วยการที่ ภูมิใจไทย ยอมรับ กล้าธรรม เข้าร่วมรัฐบาล เราอาจจะได้เห็น "ความสงบที่แฝงไปด้วยความระแวง"
หากการเจรจาล้มเหลว ประวัติศาสตร์ "การเปิดแผล" แบบ กลุ่ม 16 อาจจะกลับมาหลอกหลอนการเมืองไทยอีกครั้ง โดยมี ธรรมนัส เป็น "ผู้ร่ายมนต์บทเดิม" ที่ เนวิน เคยแต่งไว้
สุดท้ายแล้ว ไม่ว่า พรรคกล้าธรรม จะได้เข้าร่วมรัฐบาลหรือไม่ ความจริงคือสภาวะ "ผี" เห็น "ผี" ที่ "เนวิน" และ "ธรรมนัส" ต่างรู้ดี
อ้างอิง
matichon / kpi / thematter / workpointtoday / kpi / thematter / spacebar / mainstand / thairath / thestandard / naewna / siamturakij / thaipost / thaipbs /



