AI กำลังครองโลก ยุคนี้เป็นยุคของ AI ไม่มีใครอยากตกยุค ทุกคนอยากมี AI อยากใช้ให้เป็น ถ้าไม่มี จะตกงาน จะทำงานไม่ได้ จะไม่ทันเพื่อน ในเมื่อคนไทยอยากมี AI รัฐบาลก็พร้อมสนองตอบ ด้วยการแจก AI ให้คนไทยใช้ 5 ล้านคน แจก 5 ล้านคน แล้วอีก 60 ล้านคนไปไหน ให้หาเงินจ่ายเองใช่ไหม 5 ล้านคนก็คือ 6.5 % ของประชากรชาวไทย ลองคิดถึงความคุ้นค่ากันดู คุ้มไหม ตกลงโครงการนี้ใครได้ประโยชน์กันแน่
โครงการมีอายุแค่ 1 ปี แสดงว่าต่อจากนี้ ผู้ใช้ต้องจ่ายเอง มาลองวิเคราะห์ความคุ้มค่า ต้นทุน และค่าใช้จ่ายหลังระยะเวลา 1 ปี ของโครงการ "AI Passport" ที่กำลังจะเกืดขึ้น ด้วยการเอาพฤติกรรมการใช้งาน AI ของคนไทยมาเป็นตัวแปรหลักในการประเมิน ต้นทุนการใช้ AI ไม่ได้มีแค่ต้นทุนค่าใช้บริการรายเดือน แต่มีต้นทุนโครงสร้างพื้นฐาน การพัฒนาทักษะ ความปลอดภัยข้อมูล การแจก AI ต้องคิดอย่างรอบคอบไป ต้องดูถึงผลกระทบต่อสังคม วิเคราะห์ครบถ้วนทุกมิติต้นทุนที่คนไทยจ่ายจริง
ไทยไม่ใช่คนแรกที่ใจป๋าแจก AI
มอลตาชาติแรกในโลกที่แจก AI ด้วยการประกาศแจกสิทธิ์ใช้งาน AI ระดับพรีเมียมให้กับพลเมืองทุกคนที่มีอายุ 14 ปีขึ้นไปฟรีเป็นเวลา 1 ปีรัฐบาลมอลตาจับมือกับ OpenAI และ Microsoft ให้ประชาชนเลือกรับสิทธิ์ระหว่าง ChatGPT Plus หรือ Microsoft 365 Copilot ฟรี 1 ปีแจกแล้วประชาชนต้องลงทะเบียนผ่านระบบ Digital ID ของรัฐ เรียนหลักสูตร "AI for Everyone" เป็นเวลา 2 ชั่วโมง เพื่อให้เข้าใจพื้นฐาน จริยธรรม และวิธีสั่งงาน เมื่อเรียนจบระบบถึงจะส่งโค้ดใช้งานฟรีให้ทางอีเมล โครงการได้รับผลตอบรับคนตื่นตัว นักวิเคราะห์มองว่านี่คือกลยุทธ์สร้าง "ประชากรขับเคลื่อนด้วย AI"
สิงคโปร์แจกเครื่องมือเฉพาะทาง" ให้ครูและข้าราชการ ไม่ได้แจกคนทั่วไปแบบหว่านแห แต่ใช้วิธีสร้างระบบ AI ส่วนกลางแล้วแจกสิทธิ์ให้กลุ่มขับเคลื่อนประเทศใช้งานฟรี รัฐบาลทำ AI Sandbox แล้วเอาแพลตฟอร์มอย่าง ChatGPT/Claude มาปรับแต่งเป็นระบบปิดที่มีความปลอดภัยสูง (เช่น ระบบ LearnBuddy สำหรับการศึกษา และระบบช่วยงานเอกสารของภาครัฐ ) โครงการนี้ประสบความสำเร็จสูงมากในแง่การเพิ่มประสิทธิภาพ ปัจจุบันครูสิงคโปร์ใช้ AI ช่วยตรวจการบ้านและออกแบบบทเรียนลดเวลาทำงานลงได้มหาศาล ขณะที่ข้าราชการใช้ร่างเอกสารและวิเคราะห์กฎหมาย อันที่จริงสิงคโปร์คือต้นแบบโมเดลการแจกที่ไทย
ประเทศพัฒนาแล้ว แคนาดา, ฝรั่งเศส, สหราชอาณาจักร แจก "พลังประมวลผล" ให้กลุ่มสตาร์ทอัพและนักวิจัยประเทศแถบตะวันตกจะมองในมุมของ "Sovereign AI" (อธิปไตยทาง AI) รัฐบาลจะไม่ซื้อลิขสิทธิ์ของค่ายอเมริกามาแจกประชาชนดื้อๆ แต่จะทุ่มงบระดับหมื่นล้านบาทตั้งกองทุนเพื่อซื้อ "ชิปประมวลผล (เช่น Nvidia GPUs)" และระบบ Cloud เปิดให้นักวิจัย มหาวิทยาลัย และผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) เข้ามาขอใช้ "Compute Power" (พลังในการคำนวณและประมวลผล AI) ฟรี เพื่อไปพัฒนา AI ของตัวเอง เช่น แคนาดามีโครงการ SCIP (AI Sovereign Compute Infrastructure Program) หรือฝรั่งเศสที่อุดหนุนคลังแสงเทคโนโลยีให้สตาร์ทอัพในประเทศอย่าง Mistral AI
ความท้าทายของการแจกแบบไทยต้องสร้างประสิทธิภาพการได้ AI ไปใช้ จะด้วยการตั้งเงื่อนไข "ต้องเรียนเพื่อปลดล็อกสิทธิ์ขั้นสูง" (ถ้าไม่ใช้งานในเวลาที่กำหนดจะโดนยึดสิทธิ์ไปให้คนอื่น) หรืออะไรที่ได้ไปแล้ว จะกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาทักษะ Reskill Upskill
จะมีกระบวนการ วัดผลยังไง ให้คนที่ได้ เอไอ 5 ล้านคน ใช้เพื่อประโยชน์ทางการศึกษา การทำงาน ไม่ใช่ความบันเทิง ความสนุกเท่านั้น และ สิ่งที่ต้องตอบให้ได้คือ หลังจากหมดเวลาแจกฟรี 1 ปี คนที่มีความจำเป็นต้องใช้ AI จะทำยังไงต่อ ถ้าไม่มีกำลังทรัพย์อุดหนุน และคนไทยจะเกิดอาการ"ล้าเทคโนโลยี" หรือไม่? ส่วน AI ภาษาไทยอย่าง ThaiLLM จะได้รับความนิยมเทียบเท่ากับค่ายระดับโลกที่แจกคู่กันไหม?
การเติบโตของเศรษฐกิจ AI ไทย ความพร้อมของประชาชน
มีรายการสำรวจความเห็นคนไทยกับเอไอ พบว่า ประชาชนกว่า 77% มองว่า AI มีประโยชน์มากกว่าผลเสีย ซึ่งสูงกว่าประเทศพัฒนาแล้วอย่างมีนัยสำคัญ ทัศนคติเชิงบวกนี้ผลักดันให้การยอมรับและการใช้งาน AI ในชีวิตประจำวันเติบโตอย่างรวดเร็ว
ตลาด AI ไทยคาดว่าจะเติบโตด้วยอัตรา 28-29% ต่อปี และอาจมีมูลค่ารวมถึงระดับร้อยกว่าพันล้านบาทภายในปี 2030 การเติบโตนี้ขับเคลื่อนโดยการลงทุนทั้งจากภาคเอกชนและภาครัฐ รวมถึงการสนับสนุนจาก BOI สำหรับศูนย์ข้อมูลมูลค่ากว่า 90,000 ล้านบาท
โครงการแจกเอไอ 5 ล้านคน ไม่ใช่โครงการแรก รัฐไทยได้ลงทุนกว่า 7,354 ล้านบาทในโครงการ AI ภาครัฐปี 2023 ครอบคลุม 122 โครงการใน 68 หน่วยงาน ตั้งแต่การพัฒนาบริการภาครัฐอัจฉริยะไปจนถึงการสร้างแพลตฟอร์ม National AI Service Platform
ต้นทุนตรงของผู้บริโภคไทยในการใช้ AI
สำหรับผู้บริโภคทั่วไป ต้นทุนที่ชัดเจนที่สุดคือค่า subscription ของแพลตฟอร์ม AI ยอดนิยม เช่น ChatGPT Plus ที่มีราคาประมาณ 16-19 ดอลลาร์ต่อเดือน ChatGPT Pro ราคา 200 ดอลลาร์ต่อเดือน แม้มีบริการฟรีมากมาย เช่น Mistral AI, Qwen Chat, และ Google Gemini รุ่นฟรี แต่การใช้งานจริงมักต้องเผชิญกับข้อจำกัดด้านโควตา ความเร็ว และคุณภาพ ทำให้เกิด 'ต้นทุนเชิงเวลา' และ 'ต้นทุนคุณภาพ' ที่ต้องชั่งน้ำหนัก
ความเหลื่อมย้ำในการเข้าถึง โจทย์นี้สิสำคัญ
ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึง AI สร้างต้นทุนสังคมที่ยากวัด โดยเฉพาะช่องว่างระหว่างคนเมืองกับชนบท คนที่มีทักษะภาษาอังกฤษกับคนที่ไม่มี และคนที่มีรายได้พอจ่าย subscription กับคนที่พึ่งบริการฟรี ความเสี่ยงด้านอคติและการเลือกปฏิบัติใน AI สร้างต้นทุนด้านความไว้วางใจต่อสถาบัน และอาจบั่นทอนประชาธิปไตยดิจิทัลหากไม่มีการกำกับดูแลที่เหมาะสม
AI ไม่ได้มีแต่ Agentics
AI ที่มักจะพูดถึง คือ Agentics AI แต่ AI สำหรับการทำงาน มันมากกว่านั้น ธุระธุรกิจ มีความจำเป็น มีต้นทุนการใช้งาน AI ที่ไม่เหมือนกัน ตรงนี้เอง จะเป็นตัววัดตัวหนึ่งว่า จำนวน 5 ล้านคน เป็นการแจกเพื่อการเอาไปทำงานแล้วทำให้เกิดผลิตภาพ หรือประโยชน์ต่อการทำงานจริงแค่ไหน
และ SME ซึ่งก็ต้องใช้ AI รัฐบาลช่วยกลุ่มนี้ยังไง ในภาวะเศษบกิจปัจจุบัน ถ้ากลุ่มนี้ไม่ได้รับการช่วยเหลือให้ทันการณ์มีสิทธิล้มหายตายจากไปจำนวนมาก อยู่ดีๆ ก็คิดจะแจก คงไม่ได้ เรื่องนี้ก่อนแจกของให้คิดอย่างรอบคอบ ให้ได้ประโยชน์มากที่สุด ยุคนี้เงินหายาก แม้ว่าจะกู้ง่าย แต่ถ้าใช้ไม่คุ้มค่คก็ไม่ต่างอะไรกับการซื้อของเล่นมาแล้วทิ้ง ไม่เล่น หรือเล่นไม่เป็น
การเข้าใจต้นทุนแท้จริงของ AI ในทุกมิติจะช่วยให้ไทยสามารถวางแผนการใช้งานและการลงทุนได้อย่างสมดุล ไม่ตกอยู่ในกับดักของการมองเพียงผลประโยชน์ระยะสั้นหรือต้นทุนตรงเท่านั้น แต่คำนึงถึงผลกระทบระยะยาวต่อสังคมและเศรษฐกิจไทยด้วย
ประเมินต้นทุนและงบประมาณ
จากข้อมูลโครงการ งบประมาณรวมอยู่ที่ 1,600 ล้านบาท สำหรับผู้ใช้ 5 ล้านคน ระยะเวลา 1 ปี คำนวณต้นทุนต่อคน เฉลี่ยต่อคนเท่ากับ 320 บาท ต่อคนต่อปี ถ้าสมัครใช้งาน AI ระดับ Pro เอง (เช่น ChatGPT Plus, Claude Pro, Gemini Advanced) ค่าบริการเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 700 - 1,000 บาท ต่อเดือน ต่อแพลตฟอร์ม
มุมมองความคุ้มค่าด้านต้นทุนจัดซื้อ ถือว่าถูก ยิ่งถ้าภาครัฐสามารถดีลราคาได้ต่ำมาก เนื่องจากเป็นการซื้อลิขสิทธิ์แบบสเกลใหญ่ หรือจ่ายตามการใช้งานจริง (API Usage-based) ตัวเลขที่เกิดขึ้นถือว่า ถูก ลองเอาพฤติกรรมการใช้ AI คนทั่วไปรวมทั้งคนไทย ส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้งานหนักตลอด 24 ชั่วโมง บางคนใช้แค่แพลตฟอร์มเดียว ไม่ได้ใช้หลายแพลตฟอร์ม พฤติกรรมการใช้ กับความคุ้มค่าในความเป็นจริง ผู้ใช้งาน 5 ล้านคน จะมีพฤติกรรมที่แตกต่างกัน จึงส่งผลต่อความคุ้มค่าของโครงการโดยตรง
แน่นอนว่าโครงการนี้รัฐบาลจะเปิดให้เอกชนเข้ามาให้บริการ ทำโครงการแจก AI ซึ่งแว่วมาว่ามีการเลือกบริษัที่จะเข้ามาทำโครงการนี้แล้ว และน่าจะเปิดตัวจริงๆ ช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ หากบริษัที่ได้โครงการดีลกับบริษัทไอเอค่ายใหญ่ มาในราคาแบบซื้อยกล็อต ต้นทุนของการซื้อของแจกคราวนี้ ได้กำไรเห็นๆ




