ดีอี กับการยกเครื่อง รองรับภารกิจแห่งอนาคต
หลังการเลือกตั้ง และจัดตั้งรัฐบาล เรามักได้ยิน วาทะกรรม ของการแบ่งเค้กแบ่งอำนาจแบ่งความรับผิดชอบดูแลกระทรวง ของพรรคการเมืองที่จัดตั้งรัฐบาล ด้วยคำว่า กระทรวงเกร็ดเอ กระทรวงเกร็ดบี ชวนสงสัย แบ่งเกร็ดกันด้วยอะไร เบืัองต้นการแบ่งเกร็ดจะแบ่งตาม ความสำคัญ ขนาด บทบาทในการพัฒนาประเทศ กระทรวงมหาดไทย กลาโหม กระทรวงการคลัง ที่มีบทบาทต่อความเป็นไปของประเทศ มักถูกจัดเป็นกระทรวงสำคัญ เกร็ดเอ นอกนั้นจัดลำดับกันไป
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) มักถูกมองเป็นกระทรวงลำดับกลางๆ บางคนแซวว่ากลางๆ เพราะ งบไม่เยอะ แต่ถ้าดูจากบทบาทและความสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ ที่ เทคโนโลยี มีความสำคัญ กระทรวงนี้ โคตรสำคัญ พรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แม้จะแบ่งกระทรวงอื่นให้พรรคร่วมดูแล แต่กระทรวงกลางๆ แบบดีอี ต้องเก็บเอาไว้เอง
กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เป็นชื่อใหม่ ที่มาแทน กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร อนาคตอาจจะเปลี่ยนอีกหรือไม่ ไม่มีใครรู้ จังหวะเวลาตอนนี้นอกจากจะรอตั้งรัฐบาล เป็นจังหวะเวลาที่กระทรวงดีอี กำลังจะปรับโครงสร้างการบริหารจัดการองค์กร อีกครั้ง เพื่อรองรับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล และระบบการกำกับดูแลที่สอดรับกับภูมิทัศน์ดิจิทัลโลกที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็วได้ดียิ่งขึ้น
จังหวะเวลาเดียวกับการร่างแผนแม่บทการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมฉบับใหม่ทดแทนฉบับเดิมที่จะสิ้นสุดลงในปีงบประมาณ 2570 เสียงสะท้อนของข้าราชการประจำ .. โครงสร้างองค์กรในปัจจุบันดูเหมือนจะมีประสิทธิภาพไม่เพียงพอที่จะครอบคลุมโครงสร้างพื้นฐานทั้งด้านซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ (soft and hard infrastructure) ของระบบนิเวศการพัฒนาดิจิทัลในปัจจุบัน
“ปัจจุบัน กระทรวงดีอีเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับทุกกระทรวงทั้งโดยตั้งใจและไม่ตั้งใจ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงด้านเศรษฐกิจหรือสังคม เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล (ทั้งภาคพื้นดิน ใต้น้ำ และอวกาศ) รวมถึงกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ล้วนเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวันของประชาชนและผลประโยชน์ของสาธารณะ” พชร อนันตศิลป์ ปลัดกระทรวงดีอี กล่าว
แผนการดำเนินงานของกระทรวงดีอีในอนาคตควรมีความชัดเจนและครอบคลุมทุกมิติของโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัล กรอบการกำกับดูแล และระเบียบปฏิบัติงานภายในของกระทรวงฯ เอง ตลอดจนการทำงานร่วมกับกระทรวงและหน่วยงานอื่นๆ รวมถึงแผนการเตรียมความพร้อมเพื่อรับมือกับนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีแห่งอนาคต
แนวคิดนี้ยังรวมถึงการสร้างความมั่นใจว่าทุกหน่วยงานจะขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อเพิ่มผลประโยชน์ของประเทศให้สูงสุดภายใต้นโยบายของรัฐบาล ทั้งนี้ แผนการปรับโครงสร้างองค์กรของกระทรวงดีอีจะต้องดำเนินการผ่านกระบวนการระดับรัฐบาลต่อไป
“ ” นายพชรกล่าว
ปัจจุบัน กระทรวงดีอีมีหน่วยงานระดับกรมภายใต้การกำกับดูแล 3 แห่ง ได้แก่ สำนักงานสถิติแห่งชาติ สำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) และกรมอุตุนิยมวิทยา กระทรวงฯ ยังมีองค์การมหาชนภายใต้การกำกับดูแลอีก 4 แห่ง ซึ่งรวมถึง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa), สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) และสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI)
กระทรวงดีอียังกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจอีก 2 แห่ง ประกอบด้วย บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด และ บริษัท โทรคมนาคมแห่งชาติ จำกัด (มหาชน) (NT) ซึ่งทั้งสองแห่งมีกระทรวงการคลังถือหุ้นเกือบ 100% ก่อนหน้านี้ มีหน่วยงาน 2 แห่งที่อยู่ภายใต้กระทรวงดีอี ได้แก่ สำนักงานคณะกรรมการการรักษาความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์แห่งชาติ (สกมช.) และสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (DGA) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดก่อนได้โอนย้ายสองหน่วยงานนี้ไปอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักนายกรัฐมนตรี
แนวทางการบริหารจัดการของรัฐบาลชุดก่อนที่ย้ายสองหน่วยงานนี้ออกไปอยู่นอกกระทรวงดีอี โดยอาจมีจุดประสงค์เพื่อให้เกิดความสมดุลในการบริหารจัดการที่ดียิ่งขึ้นและสนับสนุนการทำงานของรัฐบาล เนื่องจากทั้งสองหน่วยงานนี้มีผู้บริหารระดับสูงจากกระทรวงดีอีร่วมอยู่ในคณะกรรมการบริหารด้วย
ในแง่ของนโยบาย กระทรวงฯ กำลังเตรียมผลักดันกฎหมายและแผนยุทธศาสตร์ที่สำคัญ เพื่อยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ เช่น พระราชบัญญัติการป้องกันและปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฉบับใหม่ ซึ่งเน้นย้ำถึง "การแบ่งปันความรับผิดชอบ" (sharing responsibility) ระหว่างหน่วยงาน มากกว่าเพียงแค่การแบ่งปันข้อมูล แผนใหม่นี้จะผนวกร่างพระราชบัญญัติกิจการอวกาศ เข้าเป็นกรอบการทำงานภายใต้ร่างแผนแม่บทการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับใหม่ที่กำลังวางแผนไว้
การปรับโครงสร้างภายในและการเสริมสร้างขีดความสามารถของกระทรวงดีอี ถือเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อรองรับบทบาทใหม่ของเศรษฐกิจดิจิทัลในระยะยาว
โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ตัวแปรทางเศรษฐกิจที่สำคัญ
โครงสร้างพื้นฐานทางดิจิทัลเป็นประเด็นสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ปีที่แล้ว ประเทศไทยร่วงลงจากอันดับที่ 37 มาอยู่ที่ 38 ในการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันทางดิจิทัลระดับโลก (World Digital Competitiveness Ranking - WDCR) ตามหลังมาเลเซียอยู่ 4 อันดับดังนั้น เป้าหมายในปีนี้คืออย่างน้อยต้องป้องกันไม่ให้อันดับตกลงไปมากกว่านี้ โดยจำเป็นต้องขยับเข้าใกล้มาเลเซียให้มากขึ้น
การจัดอันดับ WDCR ไม่เพียงแต่สะท้อนถึงศักยภาพทางดิจิทัลเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับการประเมินอันดับความน่าเชื่อถือ (Credit Rating) ของประเทศบนเวทีโลกอีกด้วย การรวบรวมข้อมูลสำหรับการประเมิน WDCR ใช้กลไกของคณะกรรมการเฉพาะกิจ (Ad hoc) ทำให้ขาดความต่อเนื่อง แต่เมื่อเร็ว ๆ นี้ กระทรวงฯ ได้นำโครงสร้างตามที่ระบุไว้ในพระราชบัญญัติการพัฒนาดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติมาใช้ โดยจัดตั้งคณะกรรมการที่ได้รับการรับรองตามกฎหมาย ซึ่งรับผิดชอบโดยตรงต่อตัวชี้วัดทั้ง 47 รายการจากภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา
กระทรวงฯ ควรมีหน่วยงานในสังกัดที่ทำหน้าที่เป็นหน่วยโปรแกรมเมอร์ภายในองค์กร (In-house programmer unit) คล้ายกับเนคเทค (NECTEC) เพื่อส่งเสริมบทบาทในการพัฒนาซอฟต์แวร์และแอปพลิเคชันดิจิทัล รวมถึงนโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัลของกระทรวงฯ
ในอดีต เมื่อมีความจำเป็นต้องมีการพัฒนาดังกล่าว กระทรวงดีอีต้องดำเนินการผ่านกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเกือบทั้งหมด ซึ่งส่งผลให้ขาดความต่อเนื่องในการพัฒนาองค์ความรู้ และที่สำคัญคือ ขาดความปลอดภัยในการใช้ข้อมูลภายในและข้อมูลสาธารณะที่เกี่ยวข้อง



