ในวันที่อุตสาหกรรมอาหารโลกไม่ได้แข่งขันกันเพียงเรื่อง “ราคา” หรือ “รสชาติ” มาตรฐานด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และการตรวจสอบย้อนกลับ กำลังกลายเป็นปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจทางการค้า โดยเฉพาะสำหรับผู้ประกอบการ SME และเกษตรกร ซึ่งเป็นฟันเฟืองสำคัญของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่วัตถุดิบ ผักสด เครื่องปรุง ไปจนถึงบรรจุภัณฑ์อาหาร
บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ ซีพีเอฟ เดินหน้าเสริมขีดความสามารถคู่ค้า SME และเกษตรกร ผ่านงาน “Quality Day Together 2026” ภายใต้แนวคิด “Unlock Productivity with AI” มุ่งถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านคุณภาพและความปลอดภัยอาหาร พร้อมส่งเสริมการประยุกต์ใช้ AI และ Data Analytics เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ควบคุมคุณภาพ ลดความผิดพลาด บริหารต้นทุน และลดความเสี่ยงในกระบวนการผลิต
งาน Quality Day Together ซีพีเอฟจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ “Partner to Grow” โดยมุ่งให้คู่ค้าและเกษตรกรนำความรู้ไปพัฒนากระบวนการผลิต เพิ่มความสามารถในการส่งมอบวัตถุดิบที่มีคุณภาพและปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ ลดการสูญเสีย โดยมีเป้าหมายเพื่อยกระดับห่วงโซ่อุปทานอาหารให้แข็งแรง ตอบโจทย์ผู้บริโภค และสนับสนุนให้ทุกฝ่ายเติบโตไปพร้อมกัน
ภายในงาน ซีพีเอฟยังมอบรางวัล Supplier Quality Engagement Award เพื่อเชิดชูคู่ค้า SME ที่มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพ ความปลอดภัย และมาตรฐานสินค้าได้ตามเป้าหมาย พร้อมมอบประกาศเกียรติคุณแก่คู่ค้าที่สามารถปรับปรุงกระบวนการทำงาน แก้ไขจุดเสี่ยง และลดปัญหาด้านคุณภาพจากปีที่ผ่านมาได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมถอดบทเรียนจากคู่ค้า SME ทั้งผู้ผลิตแผ่นฟองเต้าหู้ ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ และเครือข่ายผู้ผลิตผักสด เพื่อสะท้อนให้เห็นว่า คุณภาพและความปลอดภัยอาหารต้องเริ่มตั้งแต่ต้นทาง สามารถต่อยอดเป็นความเชื่อมั่น โอกาสทางการค้า และการเติบโตของธุรกิจได้จริง
คุณภาพไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่คือโอกาสทางธุรกิจ
'ทศพร เพ็ชรโปรี'ผู้บริหารสูงสุดด้าน Supply Chain Technology and Quality ซีพีเอฟ กล่าวว่า งาน Quality Day Together 2026 ตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการผลิตอาหารที่มีคุณภาพและปลอดภัยตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบจนถึงมือผู้บริโภค โดยคู่ค้า SME และเกษตรกรถือเป็นพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ที่ร่วมกันสร้างความเชื่อมั่นให้กับอุตสาหกรรมอาหารไทย
ภายใต้โครงการ Partner to Grow ซีพีเอฟมุ่งเสริมขีดความสามารถของคู่ค้า ผ่านการถ่ายทอดและแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และเทคโนโลยี ตลอดจนร่วมกันปรับปรุงกระบวนการผลิตและระบบควบคุมคุณภาพอย่างต่อเนื่อง
ไฮไลต์ของปีนี้คือการถ่ายทอดประสบการณ์ด้านการประยุกต์ใช้ AI และ Data Analytics ในงานตรวจสอบและประกันคุณภาพ หรือ Quality Assurance เพื่อเปิดโอกาสให้คู่ค้า SME และเกษตรกรเรียนรู้และเลือกใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสมกับธุรกิจ ช่วยวิเคราะห์ปัญหา เพิ่มความแม่นยำ ลดการทำงานซ้ำซ้อน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิต
เราต้องการเห็นพันธมิตรในห่วงโซ่อุปทานของซีพีเอฟ โดยเฉพาะ SME เติบโตอย่างแข็งแรง และมีความสามารถในการผลิตสินค้าคุณภาพสูงที่สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าได้ในระยะยาว เราจึงมุ่งส่งต่อองค์ความรู้และสนับสนุนให้ SME ปรับมุมมองใหม่ว่า คุณภาพไม่ใช่ภาระต้นทุน แต่คือโอกาสทางธุรกิจ
— ทศพร เพ็ชรโปรี
ทศพรกล่าวว่า การนำ AI มาใช้สามารถช่วยวิเคราะห์สาเหตุของปัญหาได้แม่นยำขึ้น ลดต้นทุนแฝงจากการทำงานซ้ำ ลดความเสี่ยงจากสินค้าถูกตีกลับ และช่วยให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้รวดเร็วขึ้นบนพื้นฐานของข้อมูล ซึ่งสอดคล้องกับการดำเนินธุรกิจในยุคดิจิทัลที่ต้องให้ความสำคัญทั้งกับความเร็วและความถูกต้อง

ดันอาหารไทยแข่งด้วยคุณภาพและประสิทธิภาพ
ทศพรประเมินว่า แนวโน้มอุตสาหกรรมอาหารโลกในอีก 3–5 ปีข้างหน้า โลกจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงทางอาหารและความยั่งยืนมากขึ้น แม้ประเทศไทยอาจมีข้อจำกัดด้านต้นทุนวัตถุดิบบางประเภทเมื่อเทียบกับประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ แต่มีจุดแข็งจากระบบนิเวศอาหารที่ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ
ประเทศไทยจึงควรแข่งขันด้วยคุณภาพ ความปลอดภัย และประสิทธิภาพ มากกว่าการแข่งขันด้านราคาเพียงอย่างเดียว โดย SME และเกษตรกรมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ผลิตวัตถุดิบต้นทาง ซึ่งเป็นรากฐานของความสามารถในการแข่งขันของอาหารไทยในตลาดโลก
Quality Day Together 2026 จึงไม่ได้มุ่งเพียงให้คู่ค้าส่งมอบสินค้าได้มาตรฐานตามข้อกำหนด แต่ต้องการสนับสนุนให้ผู้ประกอบการพัฒนาสู่การเป็นผู้ผลิตสินค้าคุณภาพสูง มีระบบบริหารจัดการที่ตรวจสอบได้ และพร้อมรับโอกาสจากตลาดที่ให้คุณค่ากับมาตรฐานและความน่าเชื่อถือ
ยกย่องคู่ค้าต้นแบบ Supplier Quality Engagement Award
อีกหนึ่งไฮไลต์ของงานคือการมอบโล่เกียรติคุณ “Supplier Quality Engagement Award” เพื่อยกย่องคู่ค้า SME ที่มีความมุ่งมั่นในการปรับปรุงกระบวนการผลิต แก้ไขปัญหาด้านคุณภาพ และพัฒนาการส่งมอบวัตถุดิบให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด
บริษัทที่ได้รับรางวัล ได้แก่ บริษัท เอ็ม.พี. ฟู้ด โปรดักชั่น จำกัด บริษัท เซเว่นเลคส์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และบริษัท วงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด นอกจากนี้ ยังมีการมอบประกาศเกียรติคุณให้แก่คู่ค้าที่สามารถพัฒนากระบวนการผลิตและแก้ไขปัญหาจากปีที่ผ่านมาได้อย่างเป็นรูปธรรม
รางวัลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า คู่ค้าไม่ได้มีบทบาทเพียงผู้ส่งมอบสินค้า แต่เป็นพันธมิตรที่ร่วมสร้างคุณภาพ ความปลอดภัย และความน่าเชื่อถือให้กับห่วงโซ่อุปทานอาหาร พร้อมเป็นตัวอย่างให้ผู้ประกอบการรายอื่นเห็นว่า การลงทุนในองค์ความรู้ ระบบคุณภาพ และการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง สามารถเปลี่ยนเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง


3 บทเรียน SME จากวัตถุดิบต้นทางสู่จานอาหาร
ความร่วมมือระหว่างซีพีเอฟและคู่ค้า SME สะท้อนผ่านกรณีศึกษาของผู้ประกอบการที่สามารถนำความรู้ด้านคุณภาพไปปรับใช้และสร้างผลลัพธ์ที่วัดได้
จากโรงงานแบบเดิม สู่ระบบผลิตอัตโนมัติ
"ปิยะกมล มาไพศาลสิน" บริษัท เอ็ม.พี. ฟู้ด โปรดักชั่น จำกัด ผู้ประกอบการ SME ผู้ผลิตแผ่นฟองเต้าหู้ กล่าวว่า ตลอด 3 ปีที่ผ่านมา บริษัทได้ร่วมกับซีพีเอฟยกระดับโรงงานและกระบวนการผลิต สู่การใช้เครื่องจักรเต็มรูปแบบที่ออกแบบให้เหมาะกับสภาพอากาศของประเทศไทย ติดตั้งเครื่องตรวจจับโลหะ ทำให้สามารถรักษาประสิทธิภาพและคุณภาพการผลิตได้อย่างสม่ำเสมอในทุกฤดูกาล
บริษัทนำข้อมูลมาวิเคราะห์เพื่อลดปัญหาจุดดำที่เกิดจากรอยไหม้ เพิ่มมาตรการป้องกันแมลงภายในโรงงาน และเปิดโอกาสให้พนักงานทุกระดับ โดยเฉพาะพนักงานในสายการผลิต มีส่วนร่วมเสนอแนวทางแก้ปัญหาและปรับปรุงคุณภาพ
“การทำงานร่วมกับซีพีเอฟช่วยให้เราเห็นชัดว่า คุณภาพและความปลอดภัยอาหารต้องเกิดจากทั้งระบบ ไม่ใช่เพียงเครื่องจักรหรือเอกสารมาตรฐาน แต่ต้องมาจากการมีส่วนร่วมของคนในโรงงานทุกระดับ”
การปรับปรุงอย่างต่อเนื่องช่วยให้บริษัทลดข้อร้องเรียนจากประมาณ 600 เคสในปี 2566 จนเหลือศูนย์ในช่วง 5 เดือนแรกของปี 2569 แสดงให้เห็นว่า การลงทุนด้านคุณภาพสามารถเพิ่มความเชื่อมั่นและสร้างความแข็งแรงให้ธุรกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม


คุมคุณภาพผักสดตั้งแต่แปลงปลูกถึงการส่งมอบ
"ปธนิดา เรือนจักร์" บริษัท โกลด์ สตาร์ เฟรช จำกัด ผู้ประกอบการ SME ผู้ผลิตวัตถุดิบกลุ่มผักสด เช่น พริก ต้นหอม ผักชี ตะไคร้ และใบมะกรูด กล่าวว่า บริษัทมีเครือข่ายเกษตรกรผู้ปลูกผักปลอดภัยหลายพันไร่ในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จึงต้องควบคุมคุณภาพตั้งแต่แปลงปลูกจนถึงการส่งมอบ บริษัทจัดทีมนักวิชาการเกษตรเข้าไปให้คำแนะนำแก่เกษตรกร ดูแลการใช้ปุ๋ยและควบคุมการใช้สารเคมีอย่างเป็นระบบ พร้อมป้องกันสิ่งแปลกปลอม บริหารเวลาเก็บเกี่ยวเพื่อรักษาความสด และตั้งทีมควบคุมคุณภาพเพื่อติดตามกระบวนการผลิตอย่างใกล้ชิด
“เรายึดหลักว่า ‘เรากินได้ เขาก็กินได้’ วัตถุดิบทุกชิ้นต้องมีคุณภาพและปลอดภัย เหมือนอาหารที่เราจะให้คนในครอบครัวรับประทาน”
ปธนิดากล่าวว่า การเข้าร่วม Quality Day Together ช่วยให้บริษัทนำความรู้ด้านมาตรฐานและเทคโนโลยีมาปรับปรุงระบบการทำงาน ลดความเสี่ยงจากสินค้าถูกตีกลับ และเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับลูกค้า


ความปลอดภัยอาหารเริ่มตั้งแต่บรรจุภัณฑ์
"หิรัญญา วงศ์จิรัฐิติกาล" บริษัท วงศ์เอกอุตสาหกรรม จำกัด ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ กล่าวว่า คุณภาพและความปลอดภัยของบรรจุภัณฑ์ต้องได้รับการควบคุมตั้งแต่การเลือกวัสดุไปจนถึงกระบวนการผลิต เพราะบรรจุภัณฑ์บางประเภทสัมผัสกับอาหารโดยตรง
การพัฒนามาตรฐานบรรจุภัณฑ์จึงเป็นส่วนหนึ่งของความปลอดภัยอาหารตลอดห่วงโซ่ ไม่แตกต่างจากการควบคุมวัตถุดิบหรือกระบวนการผลิตอาหาร โดยผู้ผลิตต้องให้ความสำคัญทั้งกับคุณภาพ ความสะอาด และความเหมาะสมต่อการใช้งาน


สร้างห่วงโซ่อุปทานที่เติบโตไปด้วยกัน
Quality Day Together เป็นส่วนหนึ่งของโครงการ Partner to Grow ที่ซีพีเอฟมุ่งบูรณาการความร่วมมือกับคู่ค้าและเกษตรกร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในทุกด้าน ตั้งแต่คุณภาพและความปลอดภัยอาหาร การส่งมอบสินค้าและบริการ การบริหารต้นทุน ไปจนถึงการดำเนินงานด้านความยั่งยืน
ในยุคที่ผู้ซื้อไม่ได้มองหาเพียงสินค้าราคาเข้าถึงได้ แต่เลือกซื้อความเชื่อมั่น ความสม่ำเสมอ และมาตรฐานที่ตรวจสอบได้ การพัฒนาคู่ค้าจึงไม่ใช่เพียงการสนับสนุนธุรกิจรายย่อย แต่เป็นการสร้างระบบนิเวศอาหารไทยให้แข็งแรงทั้งห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อคู่ค้า SME และเกษตรกรมีความรู้ มีระบบ และสามารถใช้เทคโนโลยีเพื่อพัฒนาการผลิตได้อย่างเหมาะสม คุณภาพก็จะไม่ใช่เพียงเงื่อนไขของการส่งมอบสินค้า แต่จะกลายเป็นแต้มต่อที่ช่วยเปิดโอกาสทางธุรกิจ สร้างความเชื่อมั่น และสนับสนุนให้อาหารไทยแข่งขันได้อย่างยั่งยืนในตลาดโลก





